เชียงใหม่...ที่เปลี่ยนไป (จบ)

เชียงใหม่...ที่เปลี่ยนไป (จบ)

แม้ว่าเราจะยอมรับกันอยู่แล้วว่าทุกสรรพสิ่งย่อมมีความเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดอยู่คงที่เหนือกาลเวลาได้ การโหยหา “อดีต”

โดยหวังว่าจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของความฟูมฟายเกินความจำเป็น แต่ความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจ ดังนั้น ความหวังที่จะร่วมผลักดันให้สังคมเชียงใหม่เคลื่อนไหวไปทิศทางที่ผู้คนปรารถนาจึงยังคงมีอยู่

ความเปลี่ยนแปลงที่กระทบใจผู้คนจำนวนมากให้รู้สึกว่าเชียงใหม่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ทางสังคม คนจำนวนมากยังคงคาดหวังให้คนเชียงใหม่หรือคนในเมืองเชียงใหม่ยังคงเป็นคนที่มีน้ำใจในลักษณะเดิมโดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่เป็นมิตร ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ และ เป็นคนที่ไม่เอาเปรียบคนอื่น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว

แต่ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวและกินปริมณฑลของชีวิตผู้คนอย่างรวดเร็วนั้นได้เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมของคนเชียงใหม่ไปอย่างลึกซึ้ง ในด้านหนึ่ง ก็เป็นเสมือนภาพจำลองของสังคมไทย กล่าวคือ ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดความแตกต่างทางรายได้เพิ่มมากขึ้น ภาพรวมของสังคมเชียงใหม่ที่เดิมเป็นมีความแตกต่างทางชนชั้นไม่มากนัก ก็กลับกลายเป็นสังคมที่คนยี่สิบเปอร์เซ็นต์บนมีรายได้มากมายมหาศาล ขณะเดียวกันคนยี่สิบเปอร์เซ็นต์ล่างมีรายได้ต่ำมาก เมื่อยี่สิบปีก่อนเชียงใหม่มีสลัมเพียงหลักสิบ แต่ปัจจุบันมีเป็นร้อยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

ในอดีตที่คนเชียงใหม่มีความ “เท่าเทียม” ทางเศรษฐกิจสูงกว่านี้ (ค่อนข้างไปในทางไม่ค่อยมีพอๆ กัน) ความมีน้ำใจและแบ่งปันระหว่างผู้คนจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะการแบ่งปันเท่าที่มีนั้นเป็นหลักประกันการอยู่รอดร่วมกันของคนทั้งชุมชน การขยายตัวของการผลิตเชิงพาณิชย์ (Expansion of Commercialization) ได้ทำให้เกิดความแตกต่างทางชนชั้น พร้อมๆ กับ “ฝัง” ความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์เข้าไปในความสัมพันธ์ทางสังคมทุกระดับ

นอกจากนั้นแล้ว การขยายตัวเชิงพาณิชย์ได้ทำให้การทำมาหากินของผู้คนในเชียงใหม่ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันในชุมชนอีกต่อไป โอกาสในการอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงพี่น้องญาติมิตร (เจ้าหมู่ : ภาษาเหนือที่มีความหมายมากกว่าคำว่า “เพื่อน” ก็หายไปด้วย) ชุมชนที่เคยมีการผลิตร่วมกันอยู่ก็สลายไปโดยสิ้นเชิง เช่น ชุมชนช่างหล่อบริเวณประตูเชียงใหม่

พร้อมกันนั้น การขยายตัวของการผลิตเชิงพาณิชย์เป็นแรงดึงดูดให้คนจากที่ต่างๆ เข้ามาแสวงหาอนาคตในเชียงใหม่มากขึ้น การสำรวจของดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจริญเมือง เมื่อหลายปีก่อน พบว่าสัดส่วนของผู้ที่อยู่ในเขตเมืองของเชียงใหม่ในช่วงห้าถึงสิบปีมีสูงมาก ซึ่งก็ยิ่งทำให้ “ชุมชน” แบบเดิมสลายลงไปมากขึ้น

การแตกตัวทางชนชั้นในเชียงใหม่ที่เข้มข้นมากขึ้น พร้อมๆ กับการสลายตัวของความสัมพันธ์ของชุมชนแบบเดิมจึงเปิดช่องให้แก่ความสัมพันธ์ทางสังคมแบบใหม่ที่เป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น

ในสมัยก่อน รถแดงเป็นรถ “เกือบ” ประจำทางและจะมีลูกค้า "เกือบ" ประจำอยู่ตามที่ต่างๆ ความสัมพันธ์จึงไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์โดยตรง รถแดงจึงไม่สามารถที่จะทิ้งผู้โดยสารและไม่สามารถที่จะโก่งราคาได้เพราะเห็นหน้าเห็นตากันอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อคนเชียงใหม่เปลี่ยนตัวเองมาสู่การใช้รถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์เพื่อการขยายพื้นที่การทำงาน ผู้ที่ต้องโดยสารรถแดงก็เป็นนักท่องเที่ยว ที่ในชีวิตนี้อาจจะพบกันครั้งเดียวเท่านั้น การแสวงหากำไรจากนักท่องเที่ยวก็เกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น

“จิ๊กโก๋” ในเชียงใหม่ที่เดิมเคยมี “สังกัด” กับวัด/พื้นที่ เช่น กลุ่มวัดพวกแต้ม กลุ่มช้างม่อย เชียงยืน กลางเวียง ประตูเชียงใหม่ ฯลฯ ซึ่งเมื่อก่อนก็ตีกัน แต่อย่างน้อยไม่ค่อยมีการ “เอาถึงตาย” เพราะพ่อแม่/วัยรุ่นเองยังพอรู้จักมักจี่กันอยู่ระดับหนึ่ง (งานดิ้นในสมัยก่อนตีกันทุกงาน แต่ไม่มีคนตาย) เปลี่ยนมาสู่ “วัยรุ่น” สังกัดโรงเรียน และในปัจจุบันก็กลายเป็น “แซป” สังกัดโรงเรียนระดับกลางๆ ถึงล่าง ทางเดินต่อไปก็จะไปทางช่างเทคนิค ระดับ ปวช.และ ปวส. เท่านั้น ที่สำคัญโดยมากเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ชายขอบของเมืองที่ชีวิตไม่สามารถจะขึ้นไปสู่ปริญญาตรี ขณะเดียวกันจะลงไปทำการเกษตรแบบบรรพบุรุษก็ไม่ได้ วัยรุ่นกลุ่มนี้จึง “สับสน” และแสวงหาทางออกด้วยการใช้ความรุนแรงกับทุกคนได้อย่างไม่ต้องคิดถึงอะไร (เช่น จิ๊กโก๋รุ่นผมไม่ตีคนแก่)

ความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ได้ขยายตัวไปทุกปริมณฑล คนร่ำรวยในเชียงใหม่ก็จะสร้างกลุ่มทางสังคมเฉพาะของกลุ่มตนเองและใช้พื้นที่สาธารณะในการแสดงตนอย่างที่ไม่ต้องกังวลต่อส่วนรวม กลุ่มนักขี่มอเตอร์ไซค์ราคาแพงระยับก็เกาะกลุ่มกันใช้ท้องถนนในการแสวงหาสำราญในการขับเคลื่อนยักษ์ใหญ่ของตน (“เด็ก” มงฟอร์ต รุ่นใกล้ๆ ผมขี่รถยักษ์แบบนี้เยอะมาก เพราะรวยมากแล้ว ฮา) ขณะเดียวกัน หากไปถามคนทำงานธรรมดาที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์ราคาทั่วไปในเรื่องการจราจร ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกที่ขับรถแพงๆ นั้นจะเป็นกลุ่มที่ขับรถเลวและเห็นแก่ตัวมากกว่ากลุ่มที่ขับรถยนต์ราคาปรกติ

การแตกตัวทางชนชั้นได้ทำให้วิถีชีวิตทางสังคมของเมืองเชียงใหม่แยกออกเป็นสองพื้นที่แยกกันอยู่ในเขตเมือง เขตเริงรมย์ของคนรวยขยายตัวอย่างมากในพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่น ถนนนิมมานเหมินทร์ เขตเริงรมย์ของคนจนก็จะอยู่ใกล้ๆ พื้นที่ชุมชนแออัด เช่น หลังชุมชนหัวฝ่าย หรือ ตลาดคำเที่ยง (ที่พำนักของแรงงานไทยใหญ่)

ความสัมพันธ์ทางสังคมจึงเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่แยกกระจาย (Fragmented) และกลายเป็นสังคมที่ห่างเหิน (Arm’s Length Society) จึงทำให้ “เสน่ห์” ของเชียงใหม่แบบเดิมหดหายไปมากขึ้นๆ

ลึกลงไปแล้ว ปัญหาของความเปลี่ยนแปลงของเชียงใหม่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ หากปราศจากการคิดแก้ไขในเรื่องการกระจายรายได้ให้เป็นธรรมเพื่อทำให้เกิดสังคมเสมอภาคมากกว่านี้ ก็จะทำให้ การแก้ไขปัญหาของเชียงใหม่ก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จได้ เพราะความเสมอภาคทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นจะส่งผลทำให้การมองผู้อื่นเพื่อเอากำไรเพื่อความอยู่รอดเพียงอย่างเดียวก็จะลดลง

แต่ก็คงจะยากครับ ก็ได้แต่รอวันที่เชียงใหม่หมดความหมายไปในที่สุด ตอนนี้รอความหวังอยู่อย่างเดียวคือพระราชบัญญัติเชียงใหม่มหานครครับ เพราะว่าจะนำมาซึ่งความสำนึกต่ออนาคตร่วมกันของชาวเชียงใหม่ครับ