วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าเปิดบาดแผล ให้"แร้ง"ต่างชาติ!

"บทเรียนวิกฤติเมื่อปี 2540 สอนให้เราเข้าใจชัดเจนว่า หากประเทศไทย เปิดบาดแผลทางเศรษฐกิจ

จะเป็นช่องโหว่สำคัญให้นักลงทุนต่างชาติ ทุบและเก็งกำไร ทั้งตลาดหุ้นและตลาดเงิน นำไปสู่วิกฤติในที่สุด"

ปี 2556 ดูเหมือนจะย้อนรอย ความน่าวิตกให้ตลาดเกิดใหม่ทั้งหลาย ต้องหาทางปิดบาดแผลกันเร่งด่วน อินโดนีเซีย และอินเดีย ดูเหมือนจะเผชิญความยากลำบาก ไปล่วงหน้าแล้ว และหลังจากนี้ นักลงทุนต่างชาติก็จะเข้ามาโฟกัส "ประเทศไทย"

"แร้ง"หากลงจิกเหยื่อกันเป็นฝูงแล้ว กระดูกก็อาจไม่เหลือ!

เครดิต สวิส วาณิชธนกิจชั้นนำของยุโรป ออกบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย ผลออกมาว่า ปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้ เหลือ 2.7% จากเดิมให้ 4% พร้อมทั้งลดเป้าปีหน้า จาก 5%เหลือ 4.5%

เครดิต สวิส ยังประเมินต่อไปว่า "ผลจากความเสี่ยงขาลง การประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ แนวโน้มเงินเฟ้อไม่ก่อปัญหา และการขยายตัวของสินเชื่อไม่มาก เราเชื่อว่าแบงก์ชาติมีช่องว่าง ที่จะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมกนง.ครั้งต่อไปวันที่ 16 ต.ค. และแบงก์ชาติยังสามารถใช้มาตรการเชิงมหภาคด้วยความรอบคอบ เพื่อจัดการสิ่งกังวลเกี่ยวกับสินเชื่อภาคครัวเรือนได้"

ขณะที่ แกน สแตนลีย์ ก็ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจ 4 ประเทศ ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์และมาเลเซีย เหลือ 4.5%ในปีนี้ จากเดิม 4.8% ทั้งนี้ในส่วนของไทย หั่นจาก 4.7%เหลือ 3.7%

"บาดแผล"...ที่แร้งต่างชาติเจาะเป็นพิเศษในวันนี้มุ่งไปที่"การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด" ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของ"อินเดีย-อินโดนีเซีย" ขณะที่ไทยแม้จะยังไม่เป็นปัญหาใหญ่ แต่ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมาเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาตลอด เฉพาะไตรมาสสองนั้น "ขาดดุล"ไปกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

"ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด"แม้ไม่ใช่แผลเศรษฐกิจที่ใหญ่ แต่หากรัฐบาลไทยนิ่งเฉย ย่อมที่จะขยายปัญหาได้มากกว่าเดิม แนวทางที่รัฐบาลควรดำเนินการ คือหันมาเน้นเพิ่มมูลค่าให้สินค้า และยกระดับแรงงาน ยกระดับอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจของไทยในอนาคต แม้เฉพาะหน้าไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดบ้าง แต่หากทิศทางในอนาคตชัดเจน ก็ยากที่นักเก็งกำไรต่างชาติ จะ"ขยายผล"

เห็นได้จากทิศทางของมาเลเซีย ที่เปิดแนวทางชัดเจนจะนำเข้าแรงงานที่มีฝีมือเข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเอง เพื่อหวังหลุดจาก"กับดักรายได้ปานกลาง"ยกระดับเป็นประเทศพัฒนาแล้ว บวกกับ"ผู้นำ"ที่ชัดเจนเชื่อว่าจะสำเร็จได้ตามเป้า แม้จะติดกลุ่มเสี่ยงทางเศรษฐกิจในช่วงนี้

ปมเงินทุนไหลออก...ดูเหมือนจะเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศเกิดใหม่ช่วงนี้ จะไหลออกมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ 2-3 ปัจจัย สิ่งแรกความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ซึ่งหากเทียบไทยกับอีกหลายประเทศ ยังดีที่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดยังไม่มาก และ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่า 1.72 แสนล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาในตลาดพันธบัตรของไทย ที่ผ่านมายังไม่ถึง 20%ขณะที่หลายประเทศสัดส่วนถึง 50% เมื่อเข้ามามากย่อมที่ไหลออกไปมากเช่นกัน

จึงไม่แปลกที่อินโดนีเซียและอินเดีย อาการหนักกว่าประเทศไทย...ในยามที่

แต่ที่ไทยหนักกว่าอีกหลายประเทศเห็นจะเป็น"แผล"ทางการเมือง ที่ร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนจะเป็น"แผล"ใหญ่ให้นักลงทุนต่างประเทศและ โบรกเกอร์ต่างชาติ รอจังหวะใช้เป็น"เหยื่อ"ชิ้นใหญ่ ผสมกับหากนโยบายการเงินของไทย ผิดพลาด หันมาลดดอกเบี้ย หรือไม่ธนาคารกลางแบงก์ชาติถูกการเมืองแทรกแซง เมื่อนั้น "แร้ง"ทั่วโลกจะพร้อมใจกันถล่ม

อย่าลืม..บทเรียนปี 2540!