อดีต นายกฯ อังกฤษ โทนี แบลร์ มาเมืองไทยรอบนี้ ลูกเล่นแพรวพราว เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา
ไปยืนคู่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ปาฐกถาเรื่อง “ความปรองดอง” พอตกเที่ยงก็ไปกินข้าวกับผู้นำฝ่ายค้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สถานทูตอังกฤษ
ประหนึ่งว่า ต้องแสดงตัว “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” เพื่อ “ความปรองดอง” เช่นกัน
แกบอกบนเวทีก่อนเข้าเรื่องบทเรียนของความปรองดองในไอร์แลนด์เหนือ ว่า ที่มาพูดครั้งนี้ ไม่ได้มี “ค่าตัว” อย่างที่เป็นข่าวว่ารัฐบาลไทยต้องจ่ายประมาณ 20 ล้านบาท แต่อย่างไร
และเริ่มต้นด้วยการยืนยันว่า “ความขัดแย้งของคนไทยต้องแก้โดยคนไทย คนข้างนอกมาแก้ให้ไม่ได้หรอก”
ผมก็เชื่ออย่างนั้นมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าแกจะพูดอะไรมากกว่านั้นไม่ได้ เพราะแม้ว่ารัฐบาลไทยจะเชิญมาในบริบทของ “สภาปฏิรูป” แต่การเชิญคนต่างประเทศ มาแสดงความเห็น ก็เป็นเพียงความเห็น ไม่สามารถจะมาช่วยคนไทยให้ปรองดองได้
ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ไม่ว่าใครก็พูดแนวเดียวกัน เช่น ว่าการจะ “ปรองดอง” กันได้ ต้องพร้อมจะเสียสละ ต้องไม่คิดแต่ประโยชน์ของตนถ่ายเดียว ต้องไม่ลืมอดีต แต่ใช้บทเรียนจากที่ผ่านมาให้เป็นประโยชน์
ประโยคหนึ่งของ โทนี แบลร์ ตอกย้ำให้คนไทยเข้าใจคำว่า “ประชาธิปไตย” ให้ลึกซึ้งกว่าที่ผ่านมา นั่นคือ
“ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงแค่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องของวิธีคิดด้วย และไม่ได้หมายความถึงเพียงว่าเสียงส่วนใหญ่จะปกครองประเทศอย่างไร หากแต่ยังหมายถึงว่าเสียงส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับเสียงส่วนน้อยอย่างไร”
พูดง่ายๆ ก็คือ แกต้องการจะเตือนว่าพรรคที่มีเสียงส่วนใหญ่ ต้องไม่คิดแต่เพียงว่าเมื่อประชาชนเลือกฉันมาแล้ว จะทำอะไรก็ได้ หากแต่จะต้องคำนึงถึงความต้องการ และความเห็นที่แตกต่างของเสียงส่วนน้อยด้วย
ข้อนี้เตือนนักการเมืองไทย โดยไม่ต้องเอ่ยถึงประเทศไทยเลย ก็ยังได้
อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ มาร์ตติ อาห์ติซาริ ย้ำว่า “ความไว้วางใจ” ซึ่งกันและกัน เป็นหัวใจของการแสวงหาทางปรองดองแห่งชาติ
แกบอกว่า ผู้นำระดับชาติ จะต้องสร้าง “พื้นที่” ให้กับคนทั้งหลาย เพื่อรักษาไว้ซึ่ง “วาระแห่งชาติ” ของการสร้างความสมานฉันท์ในชาติ
ซึ่งย่อมหมายความว่า การจะบรรลุเป้าหมายของการปรองดองนั้น คนเป็นผู้นำจะต้องเปิด “พื้นที่” ให้กว้างสำหรับทุกฝ่าย ไม่ใช่จำกัดพื้นที่ทางการเมืองเฉพาะกลุ่มของตน หาไม่แล้วก็ไม่อาจจะบรรลุจุดประสงค์แห่งชาติได้
นางสาวพริสซิลลา เฮย์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน บอกว่า คำว่า “ปรองดอง” ต้องไม่นำมาใช้เพื่อจะเอาชนะฝ่ายค้าน เพื่อบรรลุวาระการเมืองของตน
ความหมายก็ไม่แตกต่างไปจากอดีตผู้นำอังกฤษและฟินแลนด์ ที่ชี้ให้เห็นว่าการจะขจัดความขัดแย้งในชาติได้นั้น ฝ่ายที่มีอำนาจอยู่เดิมจะต้องเปิดใจกว้าง และต้องเปิดทางให้ฝ่ายอื่นๆ สามารถจะแสดงออกอย่างเสรีและเป็นธรรม
เธอยังบอกด้วยว่า รายงานและข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ
รวมถึงประเด็น “นิรโทษกรรม” เพื่อความปรองดอง ก็ต้องถามคนที่เกี่ยวข้องทุกด้านให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงจะเกิดบรรยากาศแห่งการสมานฉันท์ได้
แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลไทยจะยังไม่ได้นำข้อเสนอของ คอป. มาพิจารณา ทั้งๆ มีทุกประเด็นหลักที่ “ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ” มาพูดในเมืองไทยนั้น อยู่ในข้อสรุปของคณะกรรมการชุดนี้เรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว
อาจารย์ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันความมั่นคงและนานาชาติศึกษา ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดรายการด้วยการบอกว่างานนี้เดิมไม่เกี่ยวกับ “สภาปฏิรูป” และ สถาบันของท่านทำงานเป็น “อิสระ”
ตอกย้ำด้วยภาษาอังกฤษว่า “Let me put the story straight. We don’t work for the government.”
เปิดโอกาสให้ คุณสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ที่ลุกขึ้นบอกว่าไม่ได้ถามในฐานะสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน แต่เป็นคนไทยคนหนึ่งว่าท่านทั้งสามบนเวทีเคยมีประสบการณ์กับกรณีอย่างเมืองไทยบ้างไหม ที่คนปกครองประเทศไม่ใช่พรรครัฐบาลหรือฝ่ายค้านในบ้าน แต่เป็น “อิทธิพลข้างนอกผ่านสไกป์”
โทนี แบลร์ ฟังคำถามแล้วนั่งยิ้ม คุณฐิตินันท์ สรุปคำถามแล้วก็บอกว่าได้เวลาพักกินข้าวเที่ยง...เฉยเลย
อย่างนี้ต้องเชิญทั้ง คุณสุรินทร์ และ คุณฐิตินันท์ ไปร่วม “สภาปฏิรูป” ที่มี คุณบรรหาร ศิลปอาชา เป็น “ผู้ประสานสิบทิศ” เสียให้เข็ด!
เพราะว่า คุณโทนี แบลร์ บอกว่าเรื่องภายในของประเทศไทย...คนไทยต้องแก้กันเอง






