หนึ่งในโจทย์ในอนาคตขององค์กรธุรกิจ คือเรื่องของคน ซึ่งแน่นอนว่ายากกว่าการบริหารธุรกิจทั่วไป
ด้วยโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป มีผลต่อการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่แค่สังคมผู้สูงวัยที่ทำให้ประชากรรุ่นใหม่เข้าตลาดแรงงานน้อยลงเท่านั้น อีกหนึ่งโจทย์ที่ภาคธุรกิจจะต้องเผชิญคือเรื่องของรุ่น หรือ Generation ของแรงงานที่จะเปลี่ยนแปลงไป
ธนาคารกสิกรไทยเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องทรัพยากรบุคคลค่อนข้างมาก โดยเฉพาะบัณฑูร ล่ำซำ ซีอีโอ ขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการบริหารคนมาตั้งแต่สมัยยังนั่งบริหารงานเต็มตัว วันนี้โครงสร้างพนักงานของธนาคารแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ Generation ของพนักงานที่ปัจจุบันมีคนรุ่น Gen Y คิดเป็นสัดส่วน 53% ของพนักงานทั้งหมด 17,404 คน กลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ขององค์กร ขณะที่พนักงานรุ่น Gen X คิดเป็น 30% และรุ่น Baby Boom ที่เหลือเพียง 17%
กลับข้างกันโดยสิ้นเชิงจากปี 2543 ที่สัดส่วนคน Gen X คิดเป็น 54% และรุ่น Baby Boom มีสัดส่วน 45% ของพนักงาน 11,250 คน ส่วนคน Gen Y มีเพียง 0.1% แน่นอนว่าเมื่อปี 2543 คนรุ่น Gen Y ที่เข้าตลาดแรงงานยังมีไม่มากนัก แต่โจทย์ขององค์กรในวันนี้และอนาคตจึงควรมองหาแนวทางการรับมือกับความแตกต่างของคนแต่ละรุ่นที่มีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ
เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ที่องค์กรต้องเรียนรู้ปรับรูปแบบการบริหารงานให้สอดคล้องกับลักษณะนิสัยของคนรุ่น Gen Y เริ่มตั้งแต่หัวหน้างานที่ถือเป็นปราการด่านแรกในการรักษาหรือเป็นปัจจัยของการลาออก ต้องมีความเข้าใจ และให้คำแนะนำ สังเกตท่าที เพื่อส่งสัญญาณให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถป้องกันล่วงหน้า ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาคน ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจบริการไว้อีกด้วย
ความแตกต่างของคนรุ่น Gen Y คือคนรุ่นที่เกิดระหว่างปี 2523-2543 เรียกว่าเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี มีความคิดอ่านเป็นของตัวเองสูงมากและมีความจงรักภักดีน้อยกว่าคนรุ่นก่อน ๆ ชอบงานที่ท้าทาย ยิ่งยากยิ่งชอบ ต้องการมีส่วนร่วมในงานการกำหนดทิศทาง และต้องการการยกย่องเชิดชู แต่ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนงานได้ทันทีที่องค์กรไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ผลที่เป็นรูปธรรมจึงมีให้เห็นชัดเจนจากอัตราการลาออกที่เพิ่มขึ้นเป็นเลข 2 หลักของกสิกรไทย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีอายุงานไม่เกิน 2 ปี
ตัวอย่างของธนาคารกสิกรไทยที่ใช้เป็นกรณีศึกษาได้คือการมี นโยบายเชิงรุกในการบริหารทรัพยากรบุคคล นอกจากจะต้องเข้าใจโจทย์ธุรกิจแล้วยังต้องปรับกลยุทธ์ด้านการบริหารคน เริ่มตั้งแต่กระบวนการรับสมัครที่มีความคล่องตัว สามารถรู้ผลการสมัครอย่างรวดเร็ว เพราะโลกปัจจุบันผู้สมัครมีทางเลือกมากมาย เมื่อรับเข้ามาแล้ว องค์กรต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งกระบวนการทำงานชัดเจน หรือเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมในการทำงาน เพราะความต้องการของพนักงานรุ่น Gen Y มักจะเรียกร้องเทคโนโลยี ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่เครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ต้องมี WIFI ในที่ทำงาน สามารถดูข้อมูลการทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือได้ ขณะเดียวกันจะต้องวัฒนธรรมต้องแข็งแรงพอที่จะหล่อหลอมคนใหม่ด้วย
นอกจากนี้ เมื่อมีการไหลเข้าออกของพนักงาน องค์กรต้องมีระบบป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล โดยเฉพาะในธุรกิจที่ต้องมีจรรยาบรรณในการรักษาข้อมูลลูกค้า ต้องมีระบบฐานข้อมูลเพื่อเก็บความรู้เฉพาะตัว เอาไว้ใช้ได้โดยไม่ต้องยึดติดตัวบุคคลมากไป รองรับการเปลี่ยนตัวพนักงานโดยที่ยังสามารถรักษาความต่อเนื่องของงานได้ และควรมีการเปลี่ยนแปลงและโยกย้ายงานอยู่เสมออีกด้วย
เมื่อมองไปในระยะ 3 ปีข้างหน้าแล้ว มีผลการศึกษาจากองค์กรระดับโลกพบว่า อย่างไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ระบุว่า จำนวนคนวัยทำงานยุค Gen Y จะมีสัดส่วนถึง 80%ของแรงงานทั้งหมด เวลานี้จึงไม่ใช่เวลาที่จะมองว่าคนรุ่นนี้เป็นเด็กจับจด หรือไม่อดทน แต่ต้องเตรียมรับมือด้วยการทำความเข้าใจ และศึกษาแนวทางรับมือได้อย่างเท่าทันแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต









