สหรัฐฯจะตัดสินใจ บุกเดี่ยว เข้าซีเรียหรือไม่ เมื่อรัฐสภาอังกฤษ ลงมติ 285-272 ไม่ให้รัฐบาลของนายกฯ เดวิด คาเมรอน
แทรกแซงซีเรียทางทหาร ตามแผนเดิมที่ปรึกษาหารือกับประธานาธิบดีบารัก โอบามา แล้ว?
โอบามา ตกที่นั่งลำบากเพราะเพื่อนซี้อย่างคาเมรอน ซึ่งแม้จะเคยประกาศว่าอังกฤษสามารถเข้าไปปฏิบัติการในซีเรียโดยไม่ต้องได้ฉันทานุมัติของสหประชาชาติ แต่เมื่อเจอกับโหวตในสภาของตนเองที่ยืนยันชัดเจนว่ารัฐบาลจะทำอย่างนั้นไม่ได้ ก็ไม่อาจจะฝืนกติกา จึงต้องประกาศว่า “เราก็ต้องทำตามนั้น”
ยิ่งเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ปิดประตูประชุมกันเพื่อหามติร่วมแล้วไม่ได้เรื่อง เพราะยังมีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซียและจีนกรณีนี้ จึงยิ่งทำให้โอบามาต้องคิดหนักว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
เพราะเมื่อตนยืนยันว่ามีหลักฐานพิสูจน์ชัดว่ารัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดีอัล อาซาด ใช้อาวุธเคมีในการถล่มฝ่ายต่อต้านตายกันเป็นเบือแล้ว, ก็ยิ่งจะอยู่เฉยไม่ได้
เพราะหากมะกันอยู่เฉย, ก็เท่ากับไร้น้ำยา ได้แต่ส่งเสียงขู่ฟ่อ ๆ เหมือนยักษ์ไม่มีกระบอง
แต่หากตัดสินใจส่งทหารลุยเข้าไป, สหรัฐฯก็เสี่ยงจะถูกโดดเดี่ยวเพราะจะถูกประณามโดยฝ่ายที่ยืนอยู่ข้างรัฐบาลซีเรียเช่นอิหร่าน, จีน, รัสเซียเป็นต้น
ขณะนี้ยังรอรายงานอย่างเป็นทางการจากคณะผู้ตรวจสอบของสหประชาชาติ ที่เข้าไปที่บริเวณเมือง Ghouta ซึ่งอยู่ชานเมืองดามัสกัส ของซีเรีย อันเป็นจุดที่มีการถล่มด้วยอาวุธที่สงสัยว่าเป็นอาวุธเคมีร้ายแรง
รัฐบาลซีเรียโยนบาปไปให้กับฝ่ายต่อต้านว่าเป็นผู้ใช้อาวุธร้ายแรงนั้นต่างหาก
สหรัฐฯออกข่าวก่อนหน้านี้แล้วว่ามีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าการใช้อาวุธร้ายแรงนี้เป็นฝีมือของฝ่ายรัฐบาลซีเรีย จึงจะต้องมีการ “ลงโทษ” ด้วยวิธีการใดวิธีหนึ่งซึ่งโอบามา ยังใคร่ครวญ และชั่งน้ำหนักอยู่ว่าจะเล่นหนักแค่ไหน
โอบามา เคยสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับประเทศตะวันตก และในโลกอาหรับเมื่อคราวบุกลิเบีย เพื่อจัดการกับพันเอกกัดดาฟี
แต่ครั้งนี้ปฏิบัติแบบนั้นจะไม่ง่าย เพราะเมื่อรัฐสภาอังกฤษ ลงมติไม่เล่นด้วย วอชิงตันก็เจอ "ตอ" ขึ้นมาทันที
ทางเลือกของโอบามา มีไม่มากนัก และหนึ่งในยุทธการที่ฝ่ายเสนาธิการทหารเสนอมาก็คือ การถล่มเป้าทางทหารของรัฐบาลซีเรียด้วยขีปนาวุธหรือเครื่องบินไร้คนขับ “โดรน”
และหากเลือกจะใช้วิธีถล่มระยะไกล (เพราะการส่งทหารมะกันบุกเข้ายึดพื้นที่ในซีเรียจะต้องเป็นทางออกสุดท้ายจริง ๆ) ก็คงไม่หนีจรวด Tomahawk ที่สามารถยิงจากเรือพิฆาตหนึ่งใน 4 ลำที่จอดรออยู่ใกล้ ๆ ชายฝั่งซีเรียในทะเลเมดิเตอเรเนียนตะวันออกขณะนี้
เรียกปฏิบัติการนี้ว่า “Limited Strike” หรือทำลายเป้าหมายทางทหารเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่เป็นการทิ้งระเบิดปูพรมซึ่งจะเกิดความเสียหายกับชีวิต และทรัพย์สินของพลเรือน
ทางเลือกที่สองคือการประกาศ “เขตห้ามบิน” หรือ “no-fly zone” เหนือน่านฟ้าซีเรีย ที่ติดกับชายแดนของตุรกี และจอร์แดน และอาจรวมถึงอิรักด้วย
เป้าหมายของการแนวทางนี้คือการป้องกันชีวิตของชาวซีเรีย ที่หนีตายจากสงครามกลางเมืองขณะนี้ (สงครามระหว่างรัฐบาลซีเรียกับฝ่ายต่อต้าน ที่ยืดเยื้อมาสองปีมีคนตายแล้วไม่ต่ำกว่า 100,000 คน และมีผู้ลี้ภัยกว่า 2 ล้านคน ครึ่งหนึ่งเป็นเด็ก)
เมื่อประกาศ “เขตห้ามบิน” แล้ว, สหรัฐฯก็อาจจะจ้องสอยเครื่องบินของซีเรียเมื่อมีโอกาสก็ได้เช่นกัน
แน่นอนว่าหนทางแห่งการเจรจาทางการทูตในซีเรีย ก็ยังเป็นทางเลือกที่ควรจะต้องใช้เพื่อไม่ให้มีการทำศึกสงคราม และผู้คนต้องล้มตายกันต่อไปอีก เพราะเมื่อรัสเซีย กับจีน ยืนยันจะไม่อยู่ข้างเดียวกับสหรัฐฯในเรื่องนี้, โอบามา ก็ต้องเรียกทั้งนักการทูตและเสธฯ ฝ่ายทหารมานั่งสุมหัวกันใหม่ เพื่อหาทางออกที่เสียหายน้อยที่สุด
แม้สหรัฐฯจะมีเรือพิฆาตอยู่ในทะเลเมดิเตอเรเนียน 4 ลำและรัสเซีย ส่งเรือรบไปประกบแถว นั้น ก็ไม่ได้แปลว่าวอชิงตัน และมอสโคว พร้อมจะเปิดศึกทางทะเลกัน
เหตุเพราะต่างฝ่ายต่างรู้ว่าทำสงครามนั้นง่ายกว่าการยุติการสู้รบอย่างแน่นอน เพราะซีเรีย ก็ประกาศแล้วว่าหากสหรัฐฯโจมตีตน, เขาก็จะถล่มอิสราเอลทันทีเช่นกัน
ในวิกฤตอย่างนี้ไม่มีทางออกที่ดีที่สุด มีแต่ทางเลือกที่เลวน้อยที่สุดเท่านั้นเอง









