คำถามที่สองก็คือ อะไรเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้ธุรกิจของการแบ่งปันและความร่วมมือเติบโตเร็ว
ธุรกิจใหม่นี้ส่วนใหญ่เริ่มต้นเพียงไม่กี่ปี airbnb เริ่มประมาณปี 2008 พร้อมกับ TaskRabbit ขณะที่ธุรกิจ Peer to peer lending เช่น Lending Club ในสหรัฐก่อตั้งเมื่อปี 2009 ดังนั้น ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเริ่มต้น หรือ พวก Start up แต่เติบโตเร็ว และเป็นแม่แบบให้มีธุรกิจลักษณะเดียวกันขยายไปทั่วโลก เพราะเป็นธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการในวิถีชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ผ่านระบบ Internet ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย ในความเห็นของผม ปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจใหม่นี้มาจาก
หนึ่ง พัฒนาการของเทคโนโลยีเน็ตเวิร์ค ที่เป็นกลไกทำให้ธุรกิจประเภทนี้เกิดขึ้นได้ เพราะทำให้คนหรือสมาชิกจำนวนมากในเครือข่าย Internet สามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว เช่น กว่า 5 ล้านคน ในกรณี Carpooling ที่อังกฤษ ระบบเน็ตเวิร์คสร้างฐานของการติดต่อ และการใช้ข้อมูลร่วมกันที่พัฒนาไปสู่การทำธุรกิจในที่สุด
สอง วิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกตั้งแต่ปี 2007 ทำให้ความเป็นอยู่ของคนในสหรัฐและยุโรปเปลี่ยนไป เพราะรายได้ที่ชะลอ และอัตราการว่างงานที่สูง ทำให้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างประหยัด และพร้อมหารายได้เมื่อมีโอกาส พร้อมทำงานด้วยตนเอง เพื่อเลี้ยงชีพแม้จะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ นอกจากนี้ ก็พยายามใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่มีอยู่ ซึ่งตรงกับความต้องการของคนอื่นๆ ในสังคม ที่ต้องการประหยัด แบ่งปัน และช่วยเหลือกัน
สาม วิกฤตเศรษฐกิจที่ลากยาวเป็นเวลานาน บั่นทอนความไว้วางใจ (ในฐานะที่พึ่ง) ที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล และต่อสถาบันภาคเอกชน เช่น ธนาคารพาณิชย์ ทำให้ประชาชนหันกลับมาให้ความสำคัญกับความไว้วางใจ ระหว่างกัน ระหว่างบุคคลแทน ธุรกิจประเภทนี้จึงเติบโต เพราะธุรกิจใหม่เกิดจากความไว้วางใจระหว่างผู้ให้และผู้รับ แม้จะเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เสริมโดยระบบข้อมูล เช่นการลงทะเบียนล่วงหน้า การให้ข้อมูลระหว่างกัน และระบบติชม (Feedback) หลังบริการ ทำให้ความห่วงใยเรื่องความปลอดภัยลดลง พูดได้ว่า ธุรกิจใหม่นี้เติบโตจากการใช้ปัจจัยความไว้วางใจ หรือ Trust ระหว่างบุคคลมาเป็นกลไกขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งปัจจัยนี้ได้อ่อนแอลงมากในระบบธุรกิจปรกติ
สี่ ผู้ที่เข้าร่วมใช้บริการในธุรกิจ เฉลี่ยแล้วจะเป็นกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ (อายุต่ำกว่าสี่สิบปี) ที่พร้อมทดลองเพื่อประสบการณ์บริโภคใหม่ๆ ต่อยอดจากการใช้อินเทอร์เน็ตที่คนเหล่านี้คุ้นเคยอยู่แล้ว นอกจากนี้ วิถีชีวิตของคนเหล่านี้ก็เรียบง่าย ต้องการเวลาเป็นของตัวเอง ไม่อยากทำงานเต็มเวลา ต้องการทำในสิ่งที่อยากทำ และให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนเองชอบ วิถีชีวิตดังกล่าวสอดคล้องกับโมเดลของธุรกิจใหม่ที่เน้นการติดต่อกันตรง แบ่งปัน ร่วมมือกัน ประหยัดเวลา ประหยัดเงิน และมีความหลากหลาย
ห้า ปัจจัยปิดกั้นการทำธุรกิจ (Barrier to entry) สำหรับธุรกิจใหม่มีน้อย เพราะไม่ต้องใช้ทุนมาก และพร้อมมีผู้มาร่วมลงทุนจากภายนอกเสมอ ถ้าธุรกิจมีแนวโน้มไปได้ดี ที่สำคัญปัจจัยความสำเร็จ คือ ทุนสังคม (Social Capital) ของผู้ทำธุรกิจ และชื่อเสียง (Reputation) ของทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการในสังคมอินเทอร์เน็ต เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถสร้างได้ในโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องมีเงิน ธุรกิจจึงเติบโตเร็ว
และคำถามที่สามที่ผมตั้งไว้อาทิตย์ที่แล้วก็คือ โลกธุรกิจใหม่จะเป็นโอกาสหรือเป็นคู่แข่งกับโลกธุรกิจเดิม หรือธุรกิจในปัจจุบัน
คำตอบผม ก็คือ เป็นได้ทั้งสองทาง ในช่วงแรกการเติบโตของธุรกิจใหม่เป็นคู่แข่งแน่นอน เพราะแย่งตลาดแย่งลูกค้าจากธุรกิจเดิม เช่น กรณี airbnb ซึ่งการใช้บริการจองที่พักล่วงหน้ากว่าห้าล้านคืน กระทบธุรกิจโรงแรมแน่นอน กรณีการเดินทางร่วมกันก็กระทบธุรกิจรถรับจ้าง แต่ในบางธุรกิจ เช่น TaskRabbit การเกิดขึ้นของธุรกิจช่วยให้สังคมมีการช่วยเหลือกัน เป็นระบบ เป็นแบบมืออาชีพ และปลอดภัย แทนที่จะไหว้วานกันเป็นกรณีๆ ระหว่างบุคคล ส่วนการให้กู้ระหว่างบุคคลก็เป็นการต่อยอดการปล่อยกู้ระหว่างบุคคลที่มีอยู่แล้วเป็นปกติ แต่ทำให้มีวิธีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ใช้ความโปร่งใสของข้อมูล เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ทำให้ผู้ทำมาหากินที่ร้อนเงิน สามารถมีทางเลือกไม่ต้องพึ่งนักปล่อยกู้ที่ประกาศตามเสาไฟฟ้า เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ที่ควรสนับสนุน
ผมคิดว่า การเติบโตของธุรกิจใหม่นี้ จะเป็นโอกาสให้กับธุรกิจปรกติที่สามารถต่อยอด แยกประเภท ขยายตัว เข้าไปทำธุรกิจใหม่ ทำในรูปแบบเดียวกัน โดยทั้งการตั้งเครือข่าย หรือใช้แบรนด์ของตนที่มีอยู่แล้วเข้ามาร่วมมือจัดระบบให้ดีขึ้น สร้างความไว้วางใจให้มากขึ้น อันนี้ผมคิดว่าเป็นพัฒนาการที่น่าเกิดขึ้นมากที่สุด เพราะการคงอยู่ของธุรกิจใหม่เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค ที่ควรสนับสนุน อย่างน้อยก็เป็นเวทีให้คนรุ่นใหม่สามารถแสดงออกเปิดไอเดียทำธุรกิจของตนเองได้
ผมมองการเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ ที่เน้นการแบ่งปันและร่วมมือเป็นวิวัฒนาการปรกติ (Evolution) อีกขั้นตอนหนึ่งของธุรกิจ ที่เริ่มต้นจากความคิด และการทำให้เกิดขึ้นจริงโดยสปิริตของมนุษย์ที่อยากมี อยากสบายและอยากได้รับการยอมรับ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต่อ เมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จในการสร้างความไว้วางใจ หรือ Trust ให้เกิดขึ้น
ประเด็นนี้จึงไม่ต่างจากธุรกิจปรกติ ที่ความยั่งยืนของธุรกิจมาจากการบริหารจัดการธุรกิจที่มีจริยธรรม สะอาด โปร่งใส และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี
ดังนั้น การเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ที่เน้นการแบ่งปัน และความร่วมมือลึกๆ แล้ว ก็คือการย้ำว่าปัจจัยอมตะที่อธิบายการเริ่มต้น การเติบโต และความยั่งยืนของธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็น ความไว้วางใจ (Trust) และธรรมาภิบาล (Governance) ในการกำกับดูแลกิจการนั่นเอง แต่สิ่งที่เปลี่ยนก็คือพัฒนาการของเทคโนโลยี ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม และกาลเวลา








