ในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการลงทุนทั่วโลกมีความผันผวนอย่างมาก
โดยเฉพาะตลาดหุ้น ในกลุ่มเศรษฐกิจ Emerging Markets (EM) ที่สามารถ rebound ได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ และกลับถลำลึกอีกครั้งในปลายเดือน ส.ค. ตลาดที่ทรุดหนักคือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของอินโดนีเซีย (IDX) และฟิลิปปินส์ หรือ PSE ซึ่งปรับลง -5% ต่อวัน ติดต่อกันหลายวัน
ทิศทางของ US Treasury yield อายุ10 ปี ก็มีความผันผวนอย่างมาก และอยู่ใน Uptrend อย่างชัดเจน โดยทำ New High ไปที่ 2.89% ปรับขึ้นจาก 1.62% หรือ +1.20 % point ภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน ตลาด Commodities ก็มิได้เป็นใจเมื่อราคาทองและราคาน้ำมันต่างปรับขึ้นทำ New High ในรอบ 2 เดือน และ 5 เดือน ตามลำดับ
แม้เศรษฐกิจของบางประเทศอาจกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่บางประเทศกำลังเข้าสู่ Hawkish mode (ดอกเบี้ยขาขึ้น) จาก inflation ที่สูงขึ้นจากราคา Commodities ที่สูงขึ้น
ในเวลานี้ ทิศทางของ US Treasury yield ถือเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีของการ Rebalancing portfolio หรือ Strategic Asset Allocation ของนักลงทุน เพราะ UST และ US interest rate จัดเป็น Core holdings ของ Global bond portfolio และในช่วงเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนและผู้จัดการกองทุนได้ Underweight สัดส่วนการลงทุนใน UST เนื่องจากสหรัฐ อยู่ในสภาวะดอกเบี้ยต่ำมาเป็นแรมปี คงไม่มี Trade หรือ Fund manager ในตลาด จะสามารถยอมรับได้กับผลตอบแทนที่ต่ำเตี้ย 1.5-1.6% ต่อปีสำหรับการลงทุนที่ยาวถึง 10 ปีในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Yield ของ UST 10 ปี กับ Dow Jones Index ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ดัชนี Dow Jones ได้ปรับตัวขึ้นโดยต่อเนื่อง จากระดับ 12,000 จุด ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว มายัง 15,500 จุด ในปัจจุบัน (หุ้นขึ้น ผลตอบแทนเป็นบวก) ในลักษณะเดียวกับที่ UST yield ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง (Yield ขึ้น ผลตอบแทนเป็นลบ)
สะท้อนแนวคิดที่ว่า หากเศรษฐกิจของสหรัฐ กำลังฟื้นตัว หุ้นจะปรับขึ้นล่วงหน้า 1-2 ปี สะท้อนความคาดหวังใน Earnings ของบริษัทที่ดีขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันคือ การปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ที่มีทิศทางเดียวกับ GDPและ Inflation
วันที่ 14-20 ส.ค. UST yield ยังปรับขึ้นต่อเนื่องรุนแรงและได้เหนี่ยวนำ (induce) ให้ดัชนี Dow Jones ปรับลงรุนแรงสวนทางกับความสัมพันธ์ที่เคยเป็นในช่วง 10-12 เดือนที่ผ่านมา นั่นเป็นอีกจุดเปลี่ยนหนึ่งของการ Rebalance portfolio รอบเล็ก (Tactical Asset Allocation) อีกครั้ง ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อผลตอบแทนของแต่ละ Asset class ยังไม่นิ่ง และ Correlation ระหว่าง Asset แต่ละคู่ยังมีความผันผวน ...
เราสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง UST yield กับ Dow Jones ในช่วงเวลาดังกล่าวได้ว่า การที่ผลตอบแทนของตราสารหนี้ (Risk-free assets) ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องนั้น สุดท้ายย่อมทำให้ความน่าสนใจของตราสารทุน (หรือของ Asset class อื่น) ลดลง
สำหรับตลาดดอกเบี้ยแถบเอเชียนั้น ประเทศอินโดนีเซียและอินเดีย เป็นประเทศที่เงินอ่อนค่าอย่างรุนแรง อันเป็นผลมาจากการ Sell-off ในตลาดหุ้นและพันธบัตรอย่างรุนแรง โดยสกุลเงินรูปีของอินเดียอ่อนค่า(INR) -17.3% YTD (Year-to-date) และรูเปี๊ยะห์ของอินโดนีเซีย (IDR) ที่ -14.8% YTD ในช่วงเวลาเดียวกัน เงินบาทอ่อนค่าลง -4.8% จากสาเหตุเดียวกัน การอ่อนค่าของเงินบาท ผนวกกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อขยับสูงขึ้นในระยะสั้นได้เพราะผู้ประกอบการมักจะส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นมายังผู้บริโภค บวกกับสถานะทางการเงินของรัฐบาลในปัจจุบันอาจไม่เอื้อให้ดำเนินนโยบายเพิ่มเงินอุดหนุนแก่ประชาชน
ส่วนตลาดพันธบัตรไทยนั้น ในเดือน ก.ค.-ส.ค. ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติได้ Sell-Off พันธบัตรรัฐบาลไทยตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค.-มิ.ย. และกลับมามีแรงขายอีกครั้งในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ส.ค. ทำให้ Yield ของพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 4 ปี และ 8 ปี ปรับขึ้นมากถึง 20-40bps ในระยะเวลาเพียง 7 วัน
สาเหตุหลักน่าจะมาจากการที่นักลงทุนต่างชาติปรับลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของประเทศ EM ที่มีแนวโน้มจะเกิด Twin deficit กล่าวคือ Current account และ Government Budget Balance เข้าสู่แดนลบ
ในไตรมาส 2 ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวไม่ว่าจะเป็น GDP หรือ Export หรือ กำลังซื้อที่สะท้อนในรูปของ Inflation ที่ต่ำลง ตัวเลขดุลการค้าในไตรมาส 2 ของปี 2556 นี้ ยังอยู่ในแดนลบต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นไตรมาสที่ติดลบสูงที่สุด (-8.36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ในรอบกว่า 10 ปี เลยทีเดียว
ตัวเลข Export growth ของไตรมาส 2 อยู่ที่ -2.2% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่หากตัวเลข Export ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งมักเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของทุกปี สามารถยืนได้ที่ 20 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 60 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส จะทำให้ Export growth อยู่ในระดับ +2.8 ถึง +3.1% YoY ได้ และดึงให้ตัวเลขดุลการค้าของไทยกลับมายืนในแดนบวก และ GDP growth ของทั้งปีเป็นไปตามประมาณการที่ระดับ 3.8-4.0% ได้
องค์ประกอบสำคัญใน GDP ที่น่าจะฟื้นตัวยากคงหนีไม่พ้น Consumption หรือ การบริโภคที่มีทิศทางถดถอยในลักษณะเดียวกับ Export กล่าวได้ว่านโยบายการเพิ่มรายได้ (ลักษณะที่ลูกจ้างเข้าใจว่า “ยั่งยืน”) ล้วนนำมาซึ่งการบริโภคแบบที่ไม่เกิดประโยชน์ เช่น นโยบายรถคันแรกของรัฐบาลนับเป็นการกระตุ้น Consumption บนสินค้าคงทน (Durable goods) ที่ทำให้ผู้บริโภคต้องผูกติดไปกับภาระการผ่อนค่างวดไปอีกอย่างน้อย 4-5ปี และงานนี้ Durable goods กำลังออกฤทธิ์ด้วยการลดทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคในส่วนอื่นๆ อย่างชัดเจน ...
คงคาดเดาได้ยากว่าความผันผวนของตลาดอันมาจาก Tapering และ Twin deficits จะหยุดเมื่อไร แต่เป็นที่ชัดเจนว่าในปีนี้ นักลงทุนต่างชาติได้ถอนเงินลงทุนในรูปของการลงทุน Portfolio (Hot money) ไปแล้วรวมกว่า 280,000ล้านบาท จากทั้งตลาดตราสารหนี้และตราสารทุนของไทย และกำลังตกเป็นจำเลยของความผันผวนในครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้






