วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทศวรรษ แห่งการทดสอบ ความแข็งแกร่งของวงการแพทย์ไทย

เวลาที่เพื่อนแพทย์ชาวต่างชาติ หรือนักลงทุนชาวต่างชาติ ถามผู้เขียนว่า “เบื้องหลังความสำเร็จ ของวงการแพทย์ไทย ทั้งภาคเอกชน และภาครัฐ คืออะไร?"

ผู้เขียนตอบสั้นๆ ว่า “My King’s Father is Medical Doctor who laid down the foundation”...น่าจะเป็นคำตอบที่ตรงที่สุด

เมื่อปี 2000 ก่อนมีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มีผู้ป่วยนอกใช้บริการโรงพยาบาล ประมาณ 50 ล้านครั้งต่อปี ในปี 2010 มีผู้ป่วยนอกใช้บริการโรงยาบาล 200 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัวภายใน 10 ปี ส่วนเพิ่ม 14-17% ต่อปีต่อเนื่อง ในขณะที่ทรัพยากร “หลัก” คือ “แรงงาน” กำลังพลสายแพทย์ พยาบาล โตเฉลี่ยเพียง 7-10% ปี

ตัวอย่าง แพทย์ทั้งประเทศ ในปี 2001 มีจำนวน 30,000 คน และเมื่อปี 2011 มีอยู่จำนวน 40,000 คน ความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ (อุปสงค์) เพิ่มขึ้น 300% ในขณะที่บุคคลากรทางการแพทย์ (อุปทาน) เพิ่มขึ้นเพียง 35% ซึ่งยังไม่นับรวมถึงอาคารสถานที่ที่โตไม่ทัน “มิติใหม่” หรือ นวัตกรรมของระบบบริการที่ยืนอยู่ได้อย่างสง่างามบน “โครงสร้างพื้นฐาน” ดั้งเดิม ส่วนต่างที่ “เขย่ง” กันระหว่าง “อุปสงค์ที่วัดได้” และ “อุปทานที่วัดได้” 7% ต่อปีต่อเนื่อง ในรอบ 10 ปีนี้ น่าจะถูกเติมเต็มด้วยบางสิ่ง บางอย่าง ที่วัดไม่ได้ด้วยตัวเลขทางการเงิน-ทางเศรษฐศาสตร์ ของมาตรวัดใดๆ

ผู้เขียนตั้งชื่อว่า “Special Intangible Asset”

“ขุมทรัพย์วิเศษที่มองไม่เห็น” จากแรงงาน แพทย์ พยาบาล และกำลังพลในระบบสุขภาพทั้งประเทศ กว่า 200,000 ชีวิต

โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เดินมาได้ดีในมุมมองของสาธารณชน เป็นโครงการนโยบายที่มี “ความนิยม” อันดับหนึ่งของพรรคไทยรักไทย ในขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ก็ให้ “คำนิยม” ทำได้อย่างไร

ประเทศที่มี GDP ระดับกลางๆ ใช้เงินภาครัฐในกิจการสาธารณสุข 3.5% ของ GDP แต่สามารถทำ “ครอบคลุมประชากรทุกโรค-ทุกคน” ได้ แทบไม่มีประเทศใดในโลกทำได้มาก่อน (โดยทั่วไปประเทศกลุ่มที่มีรายได้กลางๆ คือ GDP ไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไม่มีใครเขาจัดบริการสาธารณสุขแบบไม่ต้องร่วมจ่ายเลย)

เราเป็น World Class ในด้านการสาธารณสุข แชมป์โลกเหรียญทองด้านการสาธารณสุข

“ขุมทรัพย์วิเศษที่มองไม่เห็น” ด้านกำลังพล หรือเรียกเป็นไทยง่ายๆ ว่า “มีแรงก๊อก 2 หรือ ก๊อก 3” อันนี้เป็น “ศิลปด้านการจัดการ” เป็น จิตวิญญาณ อุดมการณ์ จริยธรรม ค่านิยม หรืออะไรก็ตามแต่ ที่มาตรวัดทางวิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่ค่อยได้กล่าวถึง

จิตวิญญาณและอุดมการณ์ เป็นตัวรองรับ “แรงกระแทกกระทั้น” จากนโยบายสาธารณะใดๆ ที่โถมใส่บุคลากรทางสาธารณสุข

ที่เขียนมานี้ไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายออกนโยบาย ประพฤติเยี่ยงนี้ต่อไปนะครับ เขียนให้ฝ่ายนโยบายลืมตากว้างๆ ดู “ข้อเท็จจริง” ที่ได้ชี้ให้เห็นข้างต้นแล้วก็ให้ปรับปรุง เติมทรัพยากรให้พอดีกับความเป็นจริง รวมถึง NGO ส่วนน้อยบางส่วนที่ชอบ “ตีกิน” วงการแพทย์ สร้างความชอบธรรมให้ตนเองบนแรงงานแพทย์ พยาบาล ซ้ำเติมความบอบช้ำจาก “การทดสอบ” Stress (Real) Test ที่เกิดจากนโยบายสาธารณะข้างต้น

ในห้วงเวลาเดียวกัน จากปี 2000 ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยก็ได้ World Class อีกหนึ่งเหรียญคือ Medical Hub

ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลก มีผู้ป่วยจากประเทศที่เจริญกว่าและประเทศที่ร่ำรวยกว่า เชื่อมั่นเดินทางมาบำบัดรักษาตัวยามเจ็บไข้ได้ป่วย จาก 2-3 แสนครั้งต่อปีในต้นทศวรรษ มาเป็นประมาณเกือบ 2 ล้านครั้งต่อปีในหนึ่งทศวรรษผ่านไป เกิดรายได้ใหม่ประมาณ 140,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1.5% ของ GDP เบื้องหลังความสำเร็จก็ต้องยกให้กลุ่มแพทย์ไทยคืนถิ่น 500 กว่าชีวิตที่เคย “ไหลออก” ไปสหรัฐอเมริกาเมื่อยุคสงครามเวียดนามเมื่อ 40 ปีที่แล้วเริ่มทยอยกลับบ้านเป็นแกนนำ

เราได้ 2 เหรียญทอง world class ทั้ง “ภาคเอกชน” และ “ภาครัฐ”

น่าแปลกใจว่า 2 นคราทางการแพทย์นี้อยู่ด้วยกันได้อย่างไร?

เหมือนเอาประเทศสหรัฐอเมริกามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับสแกนดิเนเวีย “ประเทศเศรษฐกิจเสรี” สุดๆ อยู่ร่วมกันกับ “ประเทศรัฐสวัสดิการ” สุดๆ ได้อย่างไร แถมยังได้ 2 เหรียญทองด้วยเป็นเรื่องน่าสนใจ

อุดมการณ์และจริยธรรมเป็นตัวเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่ง

ในเว็บไซต์ให้ข้อมูลการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจในไทยค่าใช้จ่ายประมาณ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในเว็บไซต์ของอินเดีย บอกค่าใช้จ่าย 12,000 ดอลลาร์สหรัฐ และบอกว่าเป็นทีมแพทย์พยาบาลซึ่งมีประสบการณ์จากประเทศสหรัฐอเมริกา

ผู้เขียนเชื่อว่าองค์ความรู้และฝีมือของแพทย์ไทยและอินเดีย ซึ่งผ่านประสบการณ์ในประเทศตะวันตกมาแล้ว คงไม่แตกต่างกัน แต่ทำไมประชาคมโลกให้ “คุณค่า” ของไทยสูงกว่า คำตอบน่าจะอยู่ที่ความน่าเชื่อถือ จริยธรรม ยอมจ่ายแพงกว่าเท่าตัว เพราะเชื่อว่าไม่ถูกหลอก แก่นอันนี้พวกเราต้องธำรงรักษาไว้

ผู้เขียนและแพทย์หลายๆ ภาคส่วน ต้องการเรียกร้องฝ่ายออกนโยบายให้มาดูแล เรื่องกำลังพลให้ดีขึ้น ทั้งเรื่องแพทยศาสตร์ศึกษา ค่าตอบแทน การศึกษาต่อเนื่อง ทุนทำวิจัย เพื่อให้ “โครงสร้างพื้นฐาน” ดังกล่าว ยังคงรักษา World Class ไว้ได้

2001-2010 : The Decade of Thailand Healthcare Stress Test One of the Best Healthcare Manpower Compliance Performed

พวกเราขอแค่ทศวรรษเดียวก็พอแล้ว หลายคนเริ่มล้ามากแล้วครับ

...คนที่เป็นรัฐบาลช่วยพวกเรา...เหล่าแพทย์ พยาบาลด้วย...