ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตการณ์หลากหลายรูปแบบ ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจที่ยังรุมเร้า วิกฤติการเมืองในประเทศ
ที่กำลังจะกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศตะวันออกกลางกับยุโรปและสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งวิกฤติการเมืองผสมเศรษฐกิจในประเทศไทย ล้วนเป็นปัญหาที่ดาหน้าเข้ากระทบกระเทือนทั่วทุกพื้นที่ ส่งผลให้ตลาดหุ้นปั่นป่วน ราคาน้ำมัน และทองคำดีดกลับมาพุ่งระลอกใหม่ หรือเมื่อมองย่อยลงไประดับรัฐวิสาหกิจในประเทศ ซึ่งได้มีสหภาพรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง ประกอบด้วย บมจ.ทีโอที บมจ.กสท โทรคมนาคม และ บมจ.อสมท ที่มีพนักงานรวมกันประมาณ 3 หมื่นคน ในนาม สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทั้ง 11 คน ยุติบทบาท
การเรียกร้องครั้งนี้ อ้างถึงเรื่องที่เกรงว่าประเทศชาติจะได้รับความเสียหายเพิ่มมากขึ้น จากการออกหลักเกณฑ์ของ กสทช. ส่งผลกระทบต่อหน่วยงาน และทำให้รายได้รัฐวิสาหกิจลดลง โดยที่ผ่านมา การนำคลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ไปเปิดประมูล 3จี เมื่อปี 2555 เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน ได้พบความเสียหายแล้วจากการประมูลคลื่นดังกล่าว ซึ่งเดิมเอกชนเคยรับสัมปทานจาก บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้ ทีโอที และ กสท เวลา 15 ปีเป็นเงินกว่า 5 แสนล้านบาท แต่เมื่อจัดประมูล กสทช. ได้รับเงิน 41,000 ล้านบาท เท่ากับสูญหายไปกว่า 4.5 แสนล้านบาท
มติของ สรส. ให้ล่ารายชื่อพนักงาน และขอเสียงสนับสนุนจากประชาชน ให้ครบ 20,000 รายชื่อ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2556 ต่อเนื่องถึงวันที่ 26 สิงหาคม ได้ลงพื้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รวมทั้งหมดได้เสียงสนับสนุนประมาณ 2,000 รายชื่อ ซึ่ง สรส. สามารถดำเนินการเหล่านี้ได้ตามสิทธิที่มี หากประชาชนทั่วไปจะสนใจ หรือร่วมสนับสนุนหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยถ้าพิจารณาตามเนื้อความแล้ว กลุ่มที่มารวมตัวกันล้วนมีต้นสังกัดเป็นผู้ให้สัมปทานทั้งสื่อสารโทรคมนาคม และวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งล้วนกำลังจะต้องหมดรายได้จากคู่สัญญาสัมปทาน อันเป็นเรื่องที่ทราบกันดีมานานหลายปี และมีเวลาให้เตรียมปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าความเคยชินต่อการเป็นเสือนอนกิน จะเปลี่ยนไป
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากสู้กันเชิงกฎหมาย ก็มีสิทธิที่จะไม่สำเร็จ เพราะหน่วยงานใหม่ที่เกิดขึ้นมีบทบัญญัติให้ทำหน้าที่ออกใบอนุญาตใหม่ นำคลื่นความถี่ที่มีอยู่เดิม และคลื่นที่กำลังจะว่างลงมาจัดสรรใหม่ออกใบอนุญาตเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติมากขึ้น คำแนะนำที่ดังต่อเนื่อง มาจากทั้งนักวิชาการและผู้คนในแวดวง คือ หน่วยงานเหล่านี้ต้องหันกลับไปดูตัวเอง ปรับปรุงการทำงาน ทั้งๆ ที่มีบุคลากรอยู่ในองค์กรเป็นจำนวนมาก คนที่มีคุณภาพก็ยังเหลืออีกมาก ต้องดึงมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร พาองค์กรก้าวข้ามวิกฤติไปด้วยกัน ไม่ใช่ตีโพยตีพายโทษนั่นโทษนี่ แล้วคนที่มีก็หาทางเอาตัวรอดโดยลำพัง









