วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เชียงใหม่...ที่เปลี่ยนไป (1)

หากท่านผู้อ่านเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงปี-สองปีที่ผ่านมา ก็จะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ที่ทำให้เชียงใหม่ไม่ได้ให้ความรู้สึกอย่างเดิมอีกต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจไม่น้อยไม่ว่าจะจะอยู่ในการผลิตภาคไหนของสังคมเชียงใหม่

การเดินทางไปไหนมาในเมืองเชียงใหม่ไม่สะดวกสบายแบบเดิมอีกต่อไป รถติดอย่างมากในช่วงเช้าและเย็น ระหว่างวันแม้ว่าอาจจะไม่ถึงกับติดแต่ก็คับคั่งตลอดวัน จนต้องเตือนกันไว้ก่อนว่าอย่ารีบเร่ง หากจะเดินทางในเชียงใหม่

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่ได้ทำให้ชีวิตของผู้คนต้องเคลื่อนที่มากขึ้น จำนวนรถที่เข้า-ออกเมืองในช่วงเช้าและเย็นเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงในภาคการผลิต "ชนบท" และการขยายตัวของครอบครัวเดี่ยวของชนชั้นกลางเชียงใหม่


ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจใน "ชนบท" ได้ทำให้ชีวิตการทำงานประจำวันของคนใน "ชนบท" (โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สามารถเดินทางไปกลับจากบ้านเข้าเมืองได้ในหนึ่งวัน) ต้องเข้าเมืองมากกว่าร้อยละเจ็บสิบของคนในชุมชน ขณะเดียวกัน การขยายตัวของครอบครัวเดี่ยวได้ทำให้การเพิ่มขึ้นของจำนวนรถเข้าเมืองในสองด้าน ด้านหนึ่งทำให้ทุกครอบครัวต้องมีรถและจำนวนไม่น้อยต้องใช้มากกว่าหนึ่งคัน อีกด้านหนึ่ง ได้ทำให้หมู่บ้านจัดสรรขยายตัวออกสู่พื้นที่ “ชนบท”

นอกจากความเปลี่ยนแปลงในชนบทและการขยายตัวของครอบครัวเดี่ยวแล้ว ความเปลี่ยนแปลงของการทำงานในเมืองได้ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนไหวตลอดวัน ที่สำคัญได้แก่ การขยายตัวของการท่องเที่ยวที่ทำให้การเดินทางเกิดขึ้นตลอดวัน พร้อมกันนั้นการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ต้องใช้รถขนาดใหญ่ในถนนที่ค่อนข้างคับแคบยิ่งทำให้การจราจรยุ่งยากมากขึ้น


ในระยะหลัง นักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากได้ก่อให้เกิดปัญหาการคมนาคมในหลายมิติ ที่สำคัญ ได้แก่ ความไม่สนใจ/แยแสสังคมที่ตนเองมาท่องเที่ยว (พูดง่ายๆ ก็คือ “ไร้มารยาท”) จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เช่ารถมอเตอร์ไซค์โดยที่ขับไม่เป็นและไม่สนใจที่จะระมัดระวังใดๆ อยากจะจอดก็จอด จะขับซ้ายหรือขวาก็เป็นไปตามใจ อันก่อให้เกิดปัญหาทั้งการจราจรและอุบัติเหตุ แพทย์ที่โรงพยาบาล “สวนดอก” เล่าให้ฟังว่าหากช่วงไหนนักท่องเที่ยวจีนมาก ก็จะมีอุบัติเหตุจากมอเตอร์ไซค์มากตามไปด้วย

หากจะรวบรวมเรื่องเล่าถึง “ความไร้มารยาท” ของนักท่องเที่ยวจีนจากสายตาคนเชียงใหม่ ก็อาจจะเขียนหรือรวมเป็นเล่มได้เลยนะครับ (เช่น เปิดประตูห้องเรียนขณะที่อาจารย์กำลังสอนอยู่เพื่อถ่ายรูป โดยทำหน้าตาตื่นเต้นดีใจที่ได้ถ่าย) ผมเสนอให้ไปอ่านบทความของอาจารย์มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด เรื่อง "เป้าหมายใหม่ของการส่งเสริมการท่องเที่ยว : Lots in Thailand" กรุงเทพธุรกิจ 18 สิงหาคม 2556 ก็ชัดเจนมากว่า “คนจีนรวยจีนจนไม่สำคัญ อยากได้จีนที่มีวัฒนธรรม” บทความนี้สนุกและตรงใจคนเชียงใหม่มากครับ

นอกจากเงื่อนไขทางกายภาพดังกล่าวแล้ว คนเชียงใหม่เองก็มีส่วนในการทำลายการจราจรในเมืองด้วยเช่นกัน ได้แก่ การขับรถแบบไร้จินตนาการ รถช้าวิ่งเลนขวาเป็นเรื่องปรกติในหลายเส้นทาง อยู่เลนซ้ายแต่เลี้ยวขวา/เลนขวาแต่เลี้ยวซ้ายก็เกิดขึ้นบ่อย การขับรถกลางเลนพบเห็นได้เสมอ การเลี้ยวเข้าจอดอย่างกะทันหันก็มีบ่อยมาก การไม่ให้สัญญาณไฟเลี้ยวหรือให้ผิดข้างก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้สม่ำเสมอ

ทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ใช่ว่าคนเชียงใหม่ไม่มีน้ำใจนะครับ หากแต่การขับรถเป็นของคนเชียงใหม่และระบบการสอบใบขับขี่ได้ทำให้คนเชียงใหม่ไม่รู้ว่าการขับรถนั้นต้องคิดและทำมากกว่าความหมายแคบๆ ที่คิดกันว่า การขับรถเป็นก็คือการนำพารถและตนเองไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย เท่านั้น

การ “ขับรถเป็น” จะต้องประกอบกับจินตนาการที่จะต้องวางรถที่ตนเองขับอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมไม่ขัดขวางการเดินทางของคนอื่น และต้องพร้อมที่จะแสดงตนเอื้ออำนวยให้แก่รถคนอื่นบนท้องถนน การใช้กระจกส่องข้างและส่องหลังก็เพื่อทำให้เรารู้ว่าเรากำลังอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ไหนในการจราจรช่วงนั้น ผมแปลกใจมากที่พบว่ามีรถจำนวนไม่น้อยไม่มีกระจกส่องข้างแต่ก็ขับได้อย่างสบายใจ

การให้สัญญาณไฟก็เป็นการบอกให้แก่รถที่อยู่รอบรถตนเองนั้นตระหนักรู้ว่ารถของตนนั้นกำลังจะตัดสินใจจะทำอะไร เพื่อที่คนขับตามหลัง/ข้างหน้ารู้และได้ตัดสินใจถูกว่าจะขับต่อไปอย่างไร

จินตนาการของการขับรถเช่นนี้ไม่ได้ถูกสอนในสังคมและที่สำคัญในการสอบใบขับขี่ เพราะสังคมไทยคุ้นชินกับสังคมในอดีตที่รถมีไม่มากนัก ดังนั้น แค่ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างไม่ต้องจินตนาการอะไรก็ได้ แต่วันนี้ไม่ใช่อย่างนั้นอีกแล้ว จำนวนรถที่มากมายมหาศาลต้องการการสอนให้ “ขับรถ” ด้วยการคิดและการรู้สึกที่มากกว่าเดิมมาก

ลองนึกถึงรถช้าที่มักจะติดไฟแดงเป็นคันแรก และขับออกจากไฟแดงนั้นด้วยความเร็ว 10-20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตลอดทาง ก็ยิ่งจะทำให้การจราจรไม่เคลื่อนไปไหนเลย คนกลุ่มนี้เชื่อตามการรณรงค์จราจรแบบง่ายๆ ไร้จินตนาการว่า “ขับรถช้าปลอดภัย” ซึ่งก่อปัญหามากขึ้นไปอีก ทำไมเราไม่สอนกันว่าการขับรถเป็นต้อง “ขับช้าเป็นและขับเร็วเป็น” ตามเงื่อนไขของสภาพการจราจรขณะนั้น

จริงๆ แล้ว ปัญหา “การขับรถแบบไร้จินตนาการ” เป็นปัญหาร่วมกันของทุกสังคมในประเทศไทยนะครับ ไม่ใช่แต่เชียงใหม่ แต่ที่ผมหยิบเชียงใหม่มาเป็นตัวอย่าง เพราะในสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็วมากอย่างเชียงใหม่นี้ สภาพเช่นนี้จะก่อปัญหามากกว่าสังคมที่เปลี่ยนแปลงช้ากว่าครับ

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจประการหนึ่ง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของการใช้จักรยานในเมืองเชียงใหม่ แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นในกลุ่มของผู้มีรายได้สูง เพราะกลุ่มที่ใช้จักรยานมากขึ้นนี้จะเป็นกลุ่มที่ใช้จักรยานราคาแพง ดังนั้น ในมุมกลับ ก็จะทำให้การใช้จักรยานจะยังไม่เพิ่มจำนวนกว้างขวาง เพราะจักรยานและการขี่จักรยานกลายเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะ คนจนก็จะยังไม่ก้าวเข้าไปใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน

ที่กล่าวมา คือ ความเปลี่ยนแปลงของเชียงใหม่จากมิติการจราจร ซึ่งเป็นปัญหาที่จะหนักหนาสาหัสมากขึ้น การสร้างถนนเพิ่มขึ้นกลับทำได้แค่ผ่อนปรนปัญหาเท่านั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคิดถึงการสร้างการคมนาคมสาธารณะ ให้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้