วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจไทยชะลอตัว : ชั่วคราวหรือถาวร

สภาพัฒน์ หรือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ประกาศตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ...

การเติบโตของเศรษฐกิจไตรมาสที่สองของปีนี้ (มีนาคม-มิถุนายน 2556) ขยายตัวเพียงร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับอัตราขยายตัวร้อยละ 5.3 ของไตรมาสแรก ซึ่งความจริงแล้วหน่วยงานภาคเอกชนเองก็ได้คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว แต่เมื่อหน่วยงานของทางการออกมายืนยันเช่นนี้ทำให้ตลาดหุ้นไทยเองก็ตกลงไปทันที 30 จุด เนื่องจากคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้จะถูกปรับลดลง ซึ่งแน่นอนว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจะมีผลกระทบต่อผลประกอบการและกำไรของธุรกิจ

สิ่งที่นักลงทุนมีความกังวล คือ ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญทางเศรษฐกิจทั้งการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชนอ่อนตัวลงอย่างชัดเจน ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกสินค้าในไตรที่สองหดตัวร้อยละ 6.4 (เทียบกับอัตราการขยายตัวร้อยละ 4.5 ในไตรมาสแรกทำให้มูลค่าการส่งออกในครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.2) และตัวเลขล่าสุดของเดือนกรกฎาคมซึ่งเป็นเดือนที่เจ็ดของปียังคงขยายตัวติดลบร้อยละ 1.5 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม จึงทำให้คาดการณ์ว่าเป้าหมายการส่งออกทั้งปีที่ตั้งไว้ร้อยละ 10 นั้นจะไม่สามารถจะทำได้ ซึ่งสภาพัฒน์เองก็ยอมรับในข้อนี้และมีการปรับลดคาดการณ์มูลค่าการส่งออกทั้งปีลงเหลือเพียงร้อยละ 5 เทียบกับที่เดิมประเมินไว้ที่ร้อยละ 7.6 และยอมรับว่าการจะทำให้การส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ร้อยละ 5 นี้จะทำได้ยากมาก เพราะหมายถึงว่าการส่งออกในครึ่งหลังของปีจะต้องขยายตัวได้ถึงร้อยละ 11 หากพิจารณาถึงว่าความต้องการจากต่างประเทศยังคงอ่อนแอ นอกจากนี้หลายสินค้าเองก็ยังมีปัญหา เช่น ข้าว ที่ในครึ่งแรกของปีนี้ส่งออกได้เพียง 2.9 ล้านตัน มูลค่า 61,988 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในเชิงปริมาณและมูลค่าร้อยละ 8.4 และ 7.8 ตามลำดับ และโอกาสที่จะส่งออกได้ตามเป้าหมายของทางการ 8.5 ล้านตันมีอยู่น้อยมาก

ตัวเลขสำคัญอีกตัวหนึ่งคือ การบริโภคของครัวเรือน ซึ่งมีสัดส่วนสูงต่อ GDP นั้นอ่อนตัวลงอย่างชัดเจน คือ ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (และลดลงมากเมื่อเทียบกับร้อยละ 4.2 ของไตรมาสแรก) จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่าทำไมการใช้จ่ายของประชาชนจึงอ่อนตัวลง ทั้งๆ ที่มาตรการเพิ่มรายได้ของรัฐไม่ว่าการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน หรือการเพิ่มขึ้นเงินเดือนของผู้จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาทต่อเดือน ในทางกลับกันพบว่าตัวเลขหนี้สินของครัวเรือนจากการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยกลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทั้งมูลค่า (8.97 ล้านล้านบาท) และสัดส่วนต่อ GDP (ร้อยละ 77.5 ของ GDP)

ซึ่งมุมมองต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนอาจยังไม่สามารถสรุปได้ว่าน่าห่วงหรือไม่ เพราะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ การจ้างงาน หรืออัตราการว่างงาน แต่ก็มีแนวโน้มว่าการบริโภคจะมีแนวโน้มที่อ่อนตัวไปอีกระยะหนึ่ง มีข้อสังเกตว่าชั่วโมงการทำงานของแรงงานภาคเอกชนต่อสัปดาห์ลดลง ทั้งนี้ แรงงานที่ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปลดลง 6.8% เพราะการปรับเพิ่มขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท และการส่งออกที่ไม่ดีตามภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้ผู้ประกอบการปรับลดเวลาการทำงานให้เข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ปกติแรงงานจะทำงานเฉลี่ย 35-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ปรับเงินเดือนของผู้จบปริญญาตรี ทำให้ผู้ประกอบการปรับตัวและมีความระมัดระวังมากขึ้นในการจ้างแรงงาน โดยการจ้างงานเพิ่มจะพิจารณาถึงความจำเป็นและคุณสมบัติของแรงงานให้มีความคุ้มค่ามากขึ้น ทั้งนี้ พบว่าอัตราการบรรจุงานกับตำแหน่งงานว่างเท่ากับ 0.7% ลดลงจาก 0.9% ในช่วงเดียวกันปีก่อน หมายความว่า ถ้ารับ 10 คน จะจ้างเพียง 7 คน จากช่วงเดียวกันปีก่อนจะจ้าง 9 คน นอกจากนี้ ในแง่อัตราการบรรจุงานต่อผู้สมัครงานเท่ากับ 0.5 เท่า ลดลงจาก 0.8 เท่าในช่วงเดียวกันปีก่อน พูดง่ายๆ คือ มีผู้สมัครงาน 10 คน ได้บรรจุแค่ 5 คน จากช่วงเดียวกันปีที่แล้วสูงกว่าคือผู้สมัคร 10 คน บรรจุ 8 คน

ได้มีข้อวิเคราะห์กันว่าหนี้สินของครัวเรือนนี้ มีผลทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง เพราะหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายก่อนหน้า เช่น โครงการรถคันแรก บ้านหลังแรกนั้นเริ่มมีผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงมูลค่านับแสนล้านบาท เพราะมีภาระต้องผ่อนชำระเงินงวด ค่าน้ำมัน ตลอดจนค่าประกัน จึงทำให้มีเงินเหลือสำหรับการซื้อสินค้าอื่นๆ ลดลง ทั้งนี้ การเป็นหนี้คือการนำเอาเงินในอนาคตมาใช้จ่ายล่วงหน้าซึ่งก็หมายถึงเงินที่จะต้องชดใช้คืนเมื่อครบกำหนด ซึ่งก็กำลังเกิดขึ้นแล้ว และหนี้สินที่สูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและรวดเร็วนี้ ก็จะเปลี่ยนเป็นปัญหาที่กัดกร่อนกำลังซื้อในระยะยาว ทั้งนี้ ผนวกกับราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพารา ปาล์ม และข้าวโพด ต่างลดลงทำให้รายได้เกษตรลดลงและการลดลงของกำลังซื้อของประชาชนโดยรวม

แนวโน้มดังกล่าวจึงทำให้มีการปรับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปีของหน่วยงานต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้คาดว่าจะอยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 5 ลงมาเหลือร้อยละ 4 และอาจจะซึมยาวต่อเนื่องไปอีกในปีหน้านี้