ใครฟังคำอธิบายของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องราคายางพารา กับ ราคาข้าว แล้ว ก็จะเห็นความแตกต่างที่น่าสนใจ
เหมือนอยู่กันคนละโลก คนละบริบทโดยสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่อยู่ใต้หัวข้อ “ช่วยเหลือเกษตรกร” เหมือนกัน
ล่าสุด ผมฟังท่านรองนายกฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุคล ลิ้มแหลมทอง ให้สัมภาษณ์ทาง “วิทยุจุฬา” เมื่อวานนี้ ก็สังเกตได้ถึงตรรกะที่แปลกแตกต่างทั้งๆ ที่ท่านดูแลรับผิดชอบเรื่องการช่วยเหลือชาวนาและชาวสวนยาง เหมือนกัน
เสียดายว่าพิธีกรไม่ได้ให้ท่านวิเคราะห์ถึงความไม่เหมือน ทั้งวิธีคิดและวิถีปฏิบัติของรัฐบาลต่อสินค้าเกษตรฯ ทั้งสองเรื่องนี้
ท่านบอกว่า ต้องยอมรับความจริงว่า ราคายางที่ขึ้นลงทุกวันนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นคนกำหนดราคายาง ที่ผลิตได้ภายในประเทศกว่า 3 ล้านตัน ใช้ในประเทศเพียง 5 แสนตันเท่านั้น ที่เหลือ 70-80% เป็นการส่งออกไปต่างประเทศ
3 ประเทศหลัก ที่ผลิตยางในโลก คือ ไทย อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย
แต่ 3 ประเทศนี้ ก็ไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคายางเช่นกัน เพราะว่าราคายางในตลาดโลกถูกกำหนดโดยสิงคโปร์และญี่ปุ่น เป็นหลัก เพราะว่าสิงคโปร์เป็นประเทศคนกลางค้าขายยาง และ ญี่ปุ่น เป็นผู้ใช้รายใหญ่
และ จีน ก็กำลังจะเป็นผู้กำหนดราคาโลกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งราย ซึ่งเป็นผู้ใช้รายใหญ่เช่นกัน
ท่านรองนายกฯ บอกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลช่วยเกษตรกรชาวสวนยางด้วยนโยบาย “ซื้อนำ” (ขณะที่เรื่องข้าวเป็นนโยบาย “จำนำ”)
“เราอยากได้ที่ราคา 120 บาท เราก็ใช้วิธีซื้อนำด้วยราคานี้ หมดเงินไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท ตอนนี้มียางอยู่ในสต็อกกว่า 2 แสนตัน แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้ราคายางดีขึ้น เพราะเราไม่สามารถไปดึงราคายางของตลาดโลกทั้งหมดได้...” รองนายกฯ ยุคล บอก
ท่านบอกว่า รัฐบาลจึงหาทางช่วยเกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยการแก้แบบ “เบ็ดเสร็จ” นั่นคือ ไปลดต้นทุนการผลิต ด้วยการจ่ายเป็นเงินค่าปุ๋ยตรงไปที่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งที่ผ่านมาก็ช่วยไปแล้วกว่า 9 แสนราย รายละไม่เกิน 10 ไร่ ในวงเงินไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท
รัฐมนตรีเกษตรฯ ถามว่า ถ้าชาวสวนยางต้องการได้ราคายางแผ่น กิโลกรัมละ 120 บาท ขณะที่ราคายางตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 74 บาทวันนี้ “ใครจ่าย? และต้องจ่ายไปอีกนานเท่าไร?”
คุณยุคล บอกด้วยว่า มีคนถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่เอาสต็อกยางกว่า 2 แสนตัน ขายออกไป?
“วันนี้ เมื่อเขารู้ว่าเรามีสต็อกยางกว่า 2 แสนตัน อยู่ในมือ เขาก็กดราคาเรา เราจึงพยายามจะเอายางที่อยู่ในสต็อกเรามาใช้ภายในประเทศ เพราะถ้าเราปล่อยยางในสต็อกนี้ออกไป เขาก็จะทุบราคาเราทันที...”
ไม่นับรวมสต็อกของเอกชนอีกประมาณ 3 แสนตัน
“ราคายางโลก จะไม่ขึ้น เพราะว่าราคาบิดเบือนกลไกตลาดไปแล้ว (เมื่อรัฐบาลไปซื้อนำด้วยราคาสูงกว่าตลาดโลก)...” รัฐมนตรีเกษตรฯ บอก
ผมฟังแล้วก็สงสัยว่า ถ้าหากเอาคำว่า “ข้าว” มาแทนคำว่า “ยาง” ในคำให้สัมภาษณ์นี้ จะฟังดูมีเหตุมีผลมากกว่าหรือไม่?
เพราะวันเดียวกับที่ท่านพูดเรื่อง “ยาง” ด้วยเหตุผลเช่นนี้ ก็มีคำแถลงจากรัฐบาลว่าจะรับจำนำ “ข้าว” ฤดูกาลใหม่ที่ราคา 15,000 บาท เหมือนเดิม
ไม่มีคำถามว่า “บิดเบือนกลไกราคาตลาดหรือไม่?” หรือ “ใครจ่าย?...และต้องจ่ายอีกนานเท่าไร?”
นี่คือ...ประเทศไทย









