วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ธนาคารเงา” ในแดนมังกร...เมื่อนักเศรษฐศาสตร์จีนมองต่างมุม

นาคารเงาในจีนเป็นเสมือน “พื้นที่สีเทา” ที่ทางการจีนยอมปิดตาข้างหนึ่งเพื่อให้กลไกนอกระบบนี้ยังคงทำงานได้

หนีห่าวจากปักกิ่ง !!! บทความวันนี้ส่งตรงมาจากแผ่นดินจีนค่ะ ดิฉันบินมาเข้าร่วมอบรมหลักสูตร Economic Development Issues จัดโดยสถาบันวิชาการชั้นสูงสุดสังกัดรัฐบาลจีนที่เรียกว่า Chinese Academy of Social Sciences (CASS) ตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม และจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงของจีนนาน 1 เดือนเต็มร่วมกับเพื่อนต่างชาติอีก 21 ประเทศ

ในแต่ละวันของการอบรม ฝ่ายเจ้าภาพจีน “จัดเต็ม” โดยการเชิญนักเศรษฐศาสตร์จีนชื่อดังมาบรรยายให้ความรู้ด้านต่างๆ แก่พวกเราในช่วงเช้า และเปิดโอกาสให้มีการซักถามเพื่อถกปัญหาที่เกี่ยวข้องในช่วงบ่าย รวมทั้งจัดเดินทางไปดูงานในต่างมณฑลด้วยค่ะ

บทความวันนี้ จะขอยกตัวอย่างประเด็นที่เป็นอีกเรื่องร้อนของเศรษฐกิจจีน นั่นคือ “ธนาคารเงา” (shadow banking) ในจีน ซึ่งแวดวงการเงินการธนาคารทั่วโลกเริ่มจับตาและความหวั่นเกรงว่า การปล่อยสินเชื่อนอกระบบในจีนจำนวนมหาศาลโดยผ่าน “ธนาคารเงา” อาจจะเป็นแผลใหญ่ทำให้เกิดวิกฤตการเงินในประเทศจีน

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ด้านการเงินการธนาคารชื่อดังของจีนที่มาให้ความรู้และร่วมถกเถียงกับดิฉันและผู้เข้าอบรมในเรื่องนี้ คือ ศาสตราจารย์หวาง (Wang Guogang) จากสถาบัน Institute of Finance and Banking ในสังกัด CASS และที่น่าสนใจยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญจีนท่านนี้มีมุมมองแตกต่างไปจากบรรดานักวิเคราะห์ฝรั่งตะวันตกส่วนใหญ่

ศาสตราจารย์หวางมองว่า “ธนาคารเงา” ในจีนไม่ใช่ปัญหา แต่กลับเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในบริบทจีน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ระบบการเงินการธนาคารของจีนยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และระบบปล่อยสินเชื่อแบบดั้งเดิมยังมีข้อติดขัดด้านกฎระเบียบ บรรดาธนาคารพาณิชย์ในจีนล้มเหลวในการเป็นตัวกลางทางการเงิน เนื่องจากเน้นปล่อยสินเชื่อให้กับรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทรายใหญ่ที่มีภาครัฐหนุนหลัง จนทำให้ละเลยบริษัทเอกชนจีนรายย่อยในจีนที่มีอยู่กว่า 42 ล้านแห่ง ทำให้กิจการเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคาร เกิดช่องว่างความต้องการเงินทุนและต้องหันไปพึ่งช่องทางการกู้ยืมโดยผ่านเครือข่ายธนาคารเงาในจีน

ดังนั้น ธนาคารเงาในจีนจึงเป็นเสมือนทางเลือกในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงิน และช่วยเติมเต็มเพิ่มความหลากหลายของกลไกการระดมทุนภายในประเทศจีน ในแง่นี้ จึงมีประโยชน์ในการเป็นตัวเสริมการระดมทุนเพื่อช่วยผลักดันการผลิตในภาคเศรษฐกิจจริงของจีน

ศาสตราจารย์หวางอธิบายว่า การกำหนดขนาด “ธนาคารเงา” ของจีนของแต่ละองค์กรอาจจะมีความต่างกันในเชิงตัวเลข บริษัทต่างชาติหลายแห่ง เช่น สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ประเมินว่า จนถึงสิ้นปี 2012 สินเชื่อคงค้างในระบบธนาคารเงาของจีนมีมูลค่าสูงถึง 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 44 ของ GDP จีน ในขณะที่ เจพีมอร์แกน ก็มีรายงานตัวเลขในเครือข่ายธนาคารเงาของจีนด้วยมูลค่าที่สูงถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 69 ของ GDP จีน

นอกจากนี้ ยังไม่มีความชัดเจนในคำจำกัดความของ “ธนาคารเงา” เช่น บริษัททรัสต์ในจีนมีความแตกต่างจากเครือข่ายธนาคารเงา เนื่องจากบริษัททรัสต์จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ “คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการธนาคารจีน” (China Banking Regulatory Commission : CBRC)

โดยทั่วไป เครือข่ายธนาคารเงาในจีนครอบคลุมทั้งบริษัทค้ำประกันสินเชื่อ บริษัทลิสซิ่ง โรงรับจำนำ ผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่สถาบัน และกลไกอื่นๆ ในการปล่อยกู้แก่ลูกหนี้ชาวจีน โดยเน้นช่องทางทำกำไรจากการปล่อยสินเชื่อในสาขาที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปมองข้ามหรือไม่สนใจ

หากดูจากมาตรฐานการบัญชีทั่วไป สถาบันการเงินในเครือข่ายธนาคารเงาในจีนจะอยู่นอกงบการเงิน (off balance sheet) ของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธนาคารเงาเหล่านี้สามารถนำเงินไปลงทุนในตลาดความเสี่ยงสูง แต่กลับให้ผลตอบแทนดี เช่น ตลาดอสังหาริมทรัพย์

ที่น่าสนใจ คือ ธุรกรรมบางด้านของธนาคารเงาแท้จริงแล้วอยู่ภายใต้การดำเนินการของธนาคารพาณิชย์จีน ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ระหว่างเครือข่ายธนาคารเงากับลูกค้าจีนด้วย เพียงแต่ไม่ได้นำธุรกรรมดังกล่าวมาบันทึกไว้ในงบดุลของธนาคาร จึงเป็นสินเชื่อที่อยู่นอกบัญชีสินเชื่อปกติของธนาคารพาณิชย์นั่นเอง

เมื่อย้อนไปวิเคราะห์ดูว่า อะไรคือสาเหตุทำให้เกิดธนาคารเงาในจีน ที่จริงแล้ว มาตรการบางด้านของทางการจีนมีส่วนผลักดันและจูงใจให้ธุรกรรมธนาคารเงาในจีนขยายตัวเบ่งบานอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะนโยบายปล่อยเสรีอัตราดอกเบี้ยของทางการจีนตั้งแต่ปี 2004 ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก จึงเป็นช่องทางในมีการแสวงหากำไรและจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งในจีน รวมทั้งผู้ที่มีเครดิตสินเชื่อดีได้หันมากู้ยืมเงินเพื่อนำไปปล่อยกู้ต่ออีกทอดหนึ่ง โดยจะหากำไรจากอัตราดอกเบี้ยปล่อยกู้ที่สูงกว่าอัตราที่ตนขอกู้มาในตอนแรก

ตัวอย่างเช่น บริษัทขนาดใหญ่บางแห่งของรัฐบาลจีนมีช่องทางในการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์จีนด้วยอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ จึงไปทำการกู้ยืมเงิน (แต่ไม่ได้กู้เงินเพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจหลักของตน) หากกลับนำเงินกู้ดังกล่าวไปปล่อยกู้ต่อให้กับบริษัทขนาดเล็ก โดยหากำไรจากการคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยทางการผ่านกระบวนการปล่อยกู้นอกระบบภายใต้เครือข่ายธนาคารเงา

อย่างไรก็ดี เพื่อหลีกเลี่ยงคำสั่งห้ามบริษัทแห่งใดแห่งหนึ่งปล่อยกู้โดยตรงแก่บริษัทอื่น ดังนั้น บริษัทจีนที่จะทำธุรกรรมปล่อยกู้ดังกล่าวจำเป็นต้องกำหนดให้มีธนาคารพาณิชย์เข้ามาเป็นตัวกลางในการปล่อยกู้ให้แก่ลูกหนี้ของบริษัทฯในลักษณะเฉพาะเจาะจงที่เรียกว่า การปล่อย “สินเชื่อ Entrusted Loan” โดยบริษัทที่จะเป็นเจ้าหนี้จะเป็นฝ่ายกำหนดระยะเวลาและปริมาณเงินที่จะปล่อยกู้ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อดังกล่าว ส่วนธนาคารพาณิชย์จีนในฐานะคนกลางจะได้รับประโยชน์จากการคิดค่าธรรมเนียมจากทั้งสองฝ่าย และสินเชื่อดังกล่าวจะไม่ปรากฏอยู่ในงบดุลบัญชีของธนาคารพาณิชย์ด้วย

สำหรับนโยบายอีกด้านของทางการจีนที่ทำให้เกิดผลกระทบข้างเคียงให้ธุรกรรมเครือข่ายธนาคารเงาในจีนขยายตัวมากขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ คือ การจำกัดสินเชื่อภาคธนาคารในช่วงปี 2010 เนื่องจากรัฐบาลจีนกังวลกับปัญหาเงินเฟ้อ และเกรงว่า ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2008 เพื่อรับมือกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จะส่งผลข้างเคียงจูงใจให้มีการปล่อยกู้มากเกินไปและยิ่งเร่งให้อัตราเงินเฟ้อในจีนพุ่งสูงขึ้น ด้วยความกังวลดังกล่าว ทางการจีนจึงหันมาเข้มงวดให้ธนาคารพาณิชย์จำกัดสินเชื่อ อย่างไรก็ดี มาตรการนี้ของทางการจีนกลับส่งผลทางอ้อมบีบให้บริษัทเอกชนจีนส่วนใหญ่ในจีนต้องหันไปพึ่งแหล่งเงินทุนช่องทางอื่นๆ ผ่านเครือข่ายธนาคารเงา

ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ของจีนได้เริ่มออก "ผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่ง" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ฯ เพื่อการลงทุนระยะสั้นที่เปิดขายให้แก่คนจีนทั่วไป โดยเสนอให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินออมที่ทางการจีนกำหนดไว้ในขณะนั้น (ราวร้อยละ 3%) จึงเกิดการจูงใจให้คนจีนทั่วไปหันมานำเงินไปฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์จีนในรูปแบบดังกล่าว รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อในรูปแบบอื่นๆ เช่น การปล่อยกู้ระหว่างบริษัทในเครือข่ายเดียวกัน หรือสินเชื่อที่ปล่อยโดยผู้บริหารในฐานะตัวแทนของบริษัท ตลอดจนการปล่อยกู้โดยสมาชิกในครอบครัว ซึ่งจะให้ดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าอัตราปกติ ในหลายกรณี ก็จะมีธนาคารพาณิชย์จีนเข้ามาเป็นตัวกลางระหว่างธนาคารเงากับลูกค้า โดยธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นไม่จำเป็นต้องนำสินเชื่อดังกล่าวมาบันทึกไว้ในงบดุลของตนเอง

ในแง่นี้ ศาสตราจารย์หวาง อธิบายว่า เครือข่ายธนาคารเงาในจีนถือเป็น “สิ่งที่ถูกกฎหมายแต่ไม่อยู่ภายใต้กฎระเบียบ” ของทางการจีนนั่นเอง และสรุปว่า ธนาคารเงาในจีนเป็นเสมือน “พื้นที่สีเทา” ที่ทางการจีนยอมปิดตาข้างหนึ่งเพื่อให้กลไกนอกระบบนี้ยังคงทำงานได้ โดยเชื่อว่า รัฐบาลจีนสามารถเข้ามากำกับดูแลและจัดการได้ หากจำเป็น

อย่างไรก็ดี ดิฉันกลับมองต่างไปจากนักเศรษฐศาสตร์จีนท่านนี้ไปบ้าง และคิดว่า คงจะยากที่จะวางใจหรือเชื่อมือรัฐบาลจีนได้เต็มร้อย เนื่องด้วยขนาดของวงเงินปล่อยกู้ในเครือข่ายธนาคารเงาจีนมีมูลค่ามหาศาล และธนาคารเงาเหล่านี้ยังคงมีความเสี่ยงในการปล่อยกู้ เช่น ยังขาดกลไกในการประเมินความน่าเชื่อถือของลูกหนี้ หลายรายอาศัยให้รัฐเข้ามาช่วยอุ้มลูกหนี้เพื่อจะได้ชำระเงินคืน และส่วนใหญ่เป็นการปล่อยเงินกู้โดยไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพในการคืนเงินของลูกหนี้

ที่สำคัญ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังคงมีความหละหลวมในระบบการกํากับตรวจสอบภาคการเงินของจีน และมีปัญหาในระบบการรายงานข้อมูล หากปล่อยให้ธนาคารเงาของจีนขยายตัวมากขึ้นและยังคงอยู่นอกระบบต่อไป ก็จะยังมีความเสี่ยงและยากที่จะเข้ามาควบคุม ในที่สุด อาจจะส่งผลต่อความมั่นคงทางการเงินของทั้งประเทศจีน และส่งผลลุกลามไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคและทั่วโลก จนอาจจะทำให้เกิดวิกฤตทางการเงิน “เป็ดปักกิ่ง” โดยมีต้นเหตุมาจากแผ่นดินจีน ก็เป็นไปได้นะคะ