สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ ขยายตัวเพียง 3.8-4.3%
จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 4.2-5.2% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ขยายตัวเพียง 2.8% “หดตัวแรง” จากไตรมาสแรกที่เติบโต 5.4% ขณะที่การนำเข้า-การส่งออก-การลงทุน-การบริโภค ล้วนปรับตัวเลข “ลดลง” ทั้งหมดเช่นกัน
เสียงจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมทั้งนักวิเคราะห์บางสำนัก ระบุว่า เป็นการถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) เพราะว่าเทียบฐานที่ “ผิดปกติ” ไม่ใช่ “วิกฤติ” เพราะว่าไม่มีสัญญาณของภาวะสถาบันการเงินขาดสภาพคล่อง ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยเงินกู้ ฯลฯ
คงไม่จำเป็นต้องรอตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 หรือ ไตรมาส 4 สภาพการณ์เชิงประจักษ์ของปัจจัยลบรอบด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังคุกรุ่นทั้งในสภาและนอกสภา แม้ว่านิยามเศรษฐศาสตร์ อาจเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าขั้นวิกฤติ แต่แสงสว่างและความสดใสก็รางเลือน
แรงส่งจากภาคการลงทุนของภาครัฐและเอกชน เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว แผนบริหารความเสี่ยงเป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่ผู้ประกอบการ ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ไม่อาจเลี่ยงได้ ธุรกิจบางแขนงที่กำลังไปได้สวย อาจต้องหันกลับมาทบทวน ว่า ทางที่ไปยังใช่ หรือเสี่ยงเจอทางตัน
ผลกระทบจากแรงกระเพื่อมโครงการรถยนต์คันแรก เวลานี้เป็นเพียงระลอกแรก เพราะบางค่ายยังส่งมอบรถไม่หมด การผ่อนชำระค่างวดรถอยู่ในช่วงเริ่มต้นเช่นกัน ท่ามกลางภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มพูนทั้งค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์เบ่งบานขึ้นตามเวลา
“มนุษย์เงินเดือน” โดยเฉพาะกลุ่มเริ่มต้นทำงานกับสถานะเจ้าของรถคันแรก คาดหวังว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับฐานเงินเดือนประจำปี เงินโบนัส เพื่อสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างสมดุล แต่อย่าลืมว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับองค์กรหรือธุรกิจ ที่หากว่ารายได้ไม่เพิ่มขึ้น โอกาสเงินเดือนของพนักงาน จะเพิ่มขึ้นก็ยาก
ขณะที่ เมกะโปรเจค ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และ โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ความหวังของทั้งเอกชนและประชาชน ที่จะก่อให้เกิดการลงทุนเกี่ยวเนื่องในซัพพลายเชน เกิดการจ้างงาน โดยเฉพาะระดับแรงงานรากหญ้าทั่วประเทศ ตามเส้นทางโครงการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจขยายวงกว้างนั้น คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้เร็ว
นอกจากนี้ โครงการรับจำนำข้าว ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ต้องใช้กับโครงการนี้ สร้างภาระด้านการคลังให้กับรัฐบาลอย่างมาก
ยิ่งการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ยังมีความล่าช้า โอกาสการค้า-การลงทุนต่างประเทศอยู่ในสภาวะเสี่ยงเช่นกัน แม้ว่า สหรัฐ เริ่มมีตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่เศรษฐกิจยุโรปยังทรงๆ ทรุดๆ ขณะที่ “จีน” เน้นคุณภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าเชิงปริมาณ เป็นตัวแปรกระทบต่อภาคการส่งออก
ทั้ง รัฐ เอกชน และ ประชาชน ช้าไม่ได้แล้วกับการบริหารความเสี่ยงเศรษฐกิจ “ขาลง” นับจากนี้









