นาทีนี้ข่าวที่ร้อนแรงที่สุดคงไม่หนีพ้นเรื่อง"การเมือง" ไม่ว่าจะเป็นความพยายามเสนอสภาปฏิรูปเพื่อหาทางออก
ให้กับประเทศของรัฐบาล แม้จะไร้เงาของฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่ม 40 สว. และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งก็ชัดเจนกันไปตามจุดยืนของแต่ละฝ่าย
แต่ที่ร้อนมากกว่าเห็นจะเป็นการแถลงยุติบทบาทของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพราะหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์และวิเคราะห์กันไปต่างๆนานา ในเรื่องนี้แม้ผู้เขียนจะไม่ค่อยถนัดเรื่องของการเมืองมากนัก แต่ก็อยากจะลองมองว่าการเมืองหลังพันธมิตรยุติบทบาทหมายถึงว่าหมายถึงอะไร
แน่นอนว่าคงไม่ได้หมายถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพราะเริ่มมีสัญญาณการเปิดทางให้ตัวจริงออกมาเล่นบทนอกสภามากขึ้น จะเห็นได้การให้สัมภาษณ์ของ "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ซึ่งระบุว่า ประกาศยุติการเคลื่อนไหวทางการเมือง ว่า ต้องขอบคุณแกนนำพันธมิตรที่ปล่อยให้มวลชนภายในกลุ่มได้ออกมาเคลื่อนไหวอิสระไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มต่างๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และเชื่อว่ามวลชนกลุ่มพันธมิตรประมาณ 80% จะเข้าร่วมชุมนุมกับ ปชป. หรือกลุ่มต่างๆ ที่ต่อต้านระบอบทักษิณ ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึงการเมืองหลังจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาเล่นบทนำในการเมืองนอกสภามากขึ้นหรือไม่
ส่วนอีกมุมหนึ่งเป็นเรื่องของบทเรียนการเคลื่อนไหวของพันธมิตร ซึ่งมีข้อเสนอที่ไม่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่ต้องการทางออกในลักษณะที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าข้อเสนอในทิศทางตรงข้าม
โดยในมุมของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุค Kasian Tejapira โดยผู้เขียนของหยิบยกเนื้อหาบางส่วนซึ่งอาจารย์เกษียร บอกว่ามันไม่เชิงเป็นการปิดวิกลาโรงเลิกกิจการ เท่ากับ "แยกกันเดิน" เนื่องจากไม่มีเงื่อนไขให้ "รวมกันตี" ในปัจจุบัน ดังนั้นจึง "ต่างคนต่างตี" ดีกว่า ดังนั้นไม่ควรด่วนสรุปว่านี่คือเอวังของการเคลื่อนไหวต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์แบบสุดโต่งหรืออวสานของการเมืองบนท้องถนนอะไรทำนองนั้นเสียทีเดียว
แต่ในทางกลับกัน อาจารย์ก็คิดว่ามันเป็นหลักหมายสำคัญบางอย่างเช่นกัน มันสะท้อนว่าเงื่อนไขสภาพการณ์การเมืองทางภาววิสัยเปลี่ยนไปสิ้นเชิงแล้วจากเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมาที่พธม.ไต่ระดับการต่อสู้ไปขั้นสูงสุดถึงกับยึดทำเนียบ-ยึดสนามบินได้ จำต้องปรับระดับอัตวิสัยลงตามในเชิงยุทธศาสตร์ยุทธวิธี
ยิ่งปรับช้า ยิ่งทรุด (ดูประชาธิปัตย์) และที่ทรุดลงไปเรื่อย ๆ ที่ผ่านมา ก็เพราะไม่ยอมปรับ กล่าวคือ "การต่อต้านประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งในนามการต่อต้านระบอบทักษิณ โดยไม่เลือกวิธีการ
และการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ อาจจะเป็นเรื่องต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วยประเด็นโดด ๆ อื่น ๆ เช่น จำนำข้าว, LPG, โครงการบริหารจัดการน้ำ, โครงการเมกะลอจิสติกส์/รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ โดยหวังว่าจะใช้ประเด็นโดด ๆ เหล่านั้นมาฉวยโอกาสช่องว่างจังหวะล้มรัฐบาลได้มากกว่าหรือไม่
หากลองแกะรอยการประกาศยุติบทบาทของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งคงไม่ได้หมายถึงการยุติบทบาทแบบที่เรียกว่า ลิเกลาโรงไปเลย แต่จะเห็นว่าข้อเสนอของพธม.ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมืองใหม่ที่มีลักษณะตรงข้ามกับประชาธิปไตยไม่สามารถขับเคลื่อนได้อีกต่อไปและส่งสัญญาณไปที่พรรคประชาธิปัตย์ หากต้องการเล่นการเมืองนอกสภาฯให้ออกมาเล่นเอง
การเมืองหลังจากนี้จึงเป็นเรื่องของการปรับตัวให้เข้ามาอยู่ในร่องรอยประชาธิปไตยเพราะหากไม่ปรับตัวตามทิศทางนี้ก็เตรียมตกขบวนและล้าหลังกันต่อไป









