วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปล้มเหลวตั้งแต่ต้น หากข้อเสนอเป็นแค่'ความเห็น'

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำหนังสือถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

โดยปฏิเสธเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปการเมือง ที่รัฐบาลจะจัดประชุมนักแรก ในวันอาทิตย์ที่ 25 ส.ค.นี้ ซึ่งจากเหตุผลในหนังสือปฏิเสธดังกล่าว ได้ระบุเหตุผลที่ไม่อาจเข้าร่วมได้อย่างชัดเจนว่า "สภาปฏิรูปการเมือง" ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นนั้นเป็นเพียง "เครื่องมือ"เพื่อหวังลดกระแสการออกกฎหมายนิรโทษกรรม และมองว่า "สภาปฏิรูป"ไม่ต่างจาก"ละครการเมือง" เพราะเป็นเพียงกลุ่มที่เห็นด้วยกับรัฐบาล แต่ไม่มีกลุ่มที่เห็นต่างออกไป

เหตุผลของนายอภิสิทธิ์ที่ไม่เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมืองนั้น แทบไม่มีความแตกต่างจากคนอื่น ที่ปฏิเสธการเข้าร่วมกับรัฐบาล ซึ่งคนที่ปฏิเสธการเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูป เห็นด้วยว่าการปฏิรูปมีความจำเป็นสำหรับการเมืองไทย แต่ไม่เห็นด้วยในหลายเรื่องที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ในขณะนี้ว่าไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการปฏิรูปการเมืองจริงๆ อย่างที่ประกาศไว้หรือไม่ นั่นหมายความยังเกิดความไม่ไว้วางใจในกระบวนการปฏิรูปครั้งนี้ ซึ่งความไว้วางใจถือว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมด

นางสาวยิ่งลักษณ์ ยังตั้งความหวังว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคนอื่นที่เชิญไปและไม่ได้ตอบรับเข้าร่วมนั้น สักวันหนึ่งจะเข้ามาร่วมด้วย โดยนายกรัฐมนตรีใช้คำว่า "อยากเห็นการพูดคุยกัน อยากเห็นการที่เรามาทำเพื่อประเทศ ไม่ได้มาเพื่อรัฐบาล แต่มาเพื่อประเทศที่ได้มีเวทีพูดคุย บนหลักความไว้เนื้อเชื่อใจกัน บนหลักความไว้วางใจ" ซึ่งดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรีก็รู้อยู่แล้วว่าปัญหาการระดมสมองเพื่อสร้างกระบวนการปฏิรูปในครั้งนี้ยากจะสำเร็จตามเป้าหมายเพื่อ"ปรองดอง" และยอมรับว่าได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปถึง 2 ปีในช่วงบริหารประเทศ

อันที่จริง "ความไม่ไว้วางใจ"ต่อสภาปฏิรูปของรัฐบาลในครั้งนี้ ก็ถือว่ามีเหตุผลที่จะคิดเช่นนั้นได้ สำหรับกลุ่มที่มีความขัดแย้งกับรัฐบาลและกลุ่มผู้สนับสนุน เนื่องจากที่ผ่านมา 2 ปี รัฐบาลไม่ให้ความสนใจมากนักกับการปฏิรูปการเมืองแล้ว รัฐบาลยังปล่อยให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคมในลักษณะเดิม และสิ่งที่นักการเมืองในรัฐบาลนี้ตำหนิรัฐบาลก่อนในเรื่อง"สองมาตรฐาน" หรือ ปัญหาของ"การใช้อำนาจ" แต่เมื่อมาบริหารประเทศ รัฐบาลนี้ก็ทำไม่แตกต่างกัน หรืออาจกล่าวได้ว่านักการเมืองไม่ว่าจากพรรคไหน ก็มีวัฒนธรรมการเมืองเช่นเดียวกันทั้งสิ้น

หากรัฐบาลมีเป้าหมายต้องการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง และในเมื่อเป็นไปไม่ได้จะให้นักการเมือง หรือกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามเข้าร่วมด้วย ดังนั้น รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าเป็นอย่างที่นายกรัฐมนตรีตั้งความหวังเอาไว้จริงๆ ว่าจะเกิดกระบวนการเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปจริง ซึ่งกระบวนการระดมความคิดเห็น หรือ การจัดทำแผนเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองนั้น ต้องแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการเช่นนั้นจริง ซึ่งอาจใช้เวลาไม่มากนักเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการปฏิรูปการเมือง หรือ เป็นเพียงแค่ "เกมการเมือง"ตามข้อสงสัยหรือไม่

เราเห็นว่าคำว่าปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลที่ใช้อยู่นี้ อาจฟังดูแล้วมีความหมายกว้างมาก และมีความซับซ้อนสูงมาก จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากสำหรับคนที่เข้าร่วมในสภาปฏิรูปการเมือง และยิ่งการปฏิรูปเป็นการริเริ่มของฝ่ายการเมืองมาตั้งแต่ต้น จึงมีข้อสงสัยว่านักการเมืองจะออกกฎกติกามาปฏิรูปตัวเองได้อย่างไร อีกทั้งความเห็นที่ออกมาจากสภาปฏิรูปการเมืองที่ไม่มีอำนาจจริง จะได้รับการปฏิบัติอย่างไร หากสิ่งที่ได้จากสภาปฏิรูปเป็นเพียงแค่ความเห็น"ประกอบการพิจารณา" ก็เท่ากับว่าการปฏิรูปการเมืองล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น