บีบีซี และ สำนักข่าวต่างประเทศบางแห่ง บอกว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ ภาวะถดถอย
หลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับประมาณการ “จีดีพี” ปีนี้เหลือ 3.8-4.3% และไตรมาส 2 ขยายตัว 2.8% แต่เมื่อพิจารณาจาก “จีดีพี” ที่ปรับฤดูกาลแล้ว ไตรมาส 2 ติดลบ 0.3%
คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงสองไตรมาสติดต่อกัน แต่ถือว่ายัง “ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย”
ท่านบอกว่า ที่ตีความว่า “ถดถอย” เป็นเรื่องการตีความทาง “เทคนิค”
และอธิบายว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2555 อัตราการเติบโตสูงมาก เป็นผลจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ช่วงปลายปี 2554 จึงทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 ปี 2555 เติบโตค่อนข้างมาก มีผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีนี้ชะลอตัวลงตามไปด้วย เมื่อเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาส
แต่หากว่าปรับปัจจัยฤดูกาลออกไป ไตรมาส 2 ก็ไม่ได้ติดลบ
อีกหนึ่งปัจจัย ทำให้เกิดตัวเลข “ผิดปกติ” คือ มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2555 ส่งผลให้อัตราโตเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีนั้นสูงขึ้นมาก
ภาษาของนักเศรษฐศาสตร์นั้น คำว่า “technical recession” (ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค) ตามนิยาม คือ การที่เศรษฐกิจชะลอตัวแบบไตรมาสต่อไตรมาสติดต่อกันสองไตรมาส
มองไปไตรมาสที่ 3 ผู้ว่าการแบงก์ชาติบอกว่า อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่ติดลบเมื่อเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาส
แบงก์ชาติและหน่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่ พยากรณ์ว่าหกเดือนหลังของปีนี้ ยังเติบโตได้ แม้จะไม่สูงมากนัก
บางสำนักวิเคราะห์ว่าแนวโน้มการส่งออกไปยังประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง เช่น กัมพูชา ลาว พม่า และ เวียดนาม (CLMV) และการค้าขายกันเองในกลุ่ม TIP (Thailand, Indonesia, the Philippines) น่าจะโตต่อเนื่อง
ผมเอาคำพยากรณ์ของหลายๆ สำนัก ที่ปรับใหม่แล้วมาเคาะใหม่ ก็จะได้ว่าปีนี้ทั้งปีอัตราโตของผลผลิตมวลรวม หรือ จีดีพี ของประเทศไทย น่าจะอยู่ที่ 4% บวกลบ 0.5%
สำหรับปีหน้านักวิเคราะห์บางสำนัก คาดว่าจะมีการ “ฟื้นตัว” และอาจจะโตได้ถึง 5%
แต่บทเรียนหลายเรื่องสอนให้เราระมัดระวังเรื่องการพยากรณ์ตัวเลข อัตราโต จีดีพี ภายใต้ภาวะที่ผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ
แต่ก่อนนี้ ตัวเลขพยากรณ์ทำทีละไตรมาสบ้าง หกเดือนบ้าง แต่ทุกวันนี้ เพราะว่ามีปัจจัยปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา จึงต้องมีการประเมินตัวเลข และแนวโน้มเศรษฐกิจกันเกือบจะทุกเดือน และบางครั้งต้องใส่ข้อมูลใหม่เข้าไปทุกสัปดาห์ด้วยซ้ำ
เพราะแม้ว่าผีเสื้อกระพือปีกที่หมู่บ้านเล็กๆ ในประเทศห่างไกล ก็อาจมีผลก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเท่ากับแผ่นดินไหวในประเทศยักษ์ๆ ได้อย่างคาดไม่ถึงทีเดียว
ที่ผมเห็นว่าสำคัญกว่าตัวเลขอัตราโตจีพีดี ของประเทศไทย คือ “คุณภาพ” และ “เนื้อใน” ของเศรษฐกิจและสังคม
เรายังไม่เคยวิเคราะห์ผลจริงจังของมาตรการประชานิยม ต่อความยั่งยืนของการเติบโต เรายังถกเถียงกันไม่จบ ว่า อัตรา “หนี้ครัวเรือน” ของคนไทยวันนี้ อยู่ในระดับที่ “ยอมรับได้” หรือเข้าเกณฑ์ “น่ากลัว” หรือยัง
เรายังไม่สำเหนียกว่าการเมืองที่ไร้คุณภาพ กำลังมีผลทางลบอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและสังคม และเรายังไม่มีงานวิจัยที่ลุ่มลึกพอที่จะประเมินว่า อัตราโตกับคุณภาพชีวิตของคนไทยนั้น มีความเกี่ยวโยงกันทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างไร
เรายังมองไม่เห็นผลทางปฏิบัติของการปราบปรามคอร์รัปชันในแวดวงการเมือง และข้าราชการ ที่ดูเหมือนว่าจะเพิ่มพูนขึ้นตลอดเวลา
การเน้นเฉพาะอัตราโตทางเศรษฐกิจ โดยไม่ใส่ใจคุณภาพชีวิตและความยั่งยืน จะส่งผลให้การเติบโตของเราบูดเบี้ยวไปในเชิงปริมาณ โดยที่ตัวชี้วัดคุณภาพขาดการเหลียวแล...อย่างจริงจัง
ไม่ว่าเราจะมองจากแง่มุมไหน การ “ถดถอย” ของสังคมและการเมืองไทยนั้น ไม่ใช่ปัญหา “ทางเทคนิค” อย่างเดียว...อย่างแน่นอน









