ปรับย้ายนายทหารปีนี้ อย่ามองข้ามประเด็นอาเซียน

ปรับย้ายนายทหารปีนี้ อย่ามองข้ามประเด็นอาเซียน

ใกล้เข้ามาทุกทีกับฤดูแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ วาระประจำปีของทุกหน่วยงาน ซึ่งที่ผ่านมาการปรับย้ายนายทหาร

จะได้รับความสนใจจากสังคมมากเป็นพิเศษ แต่ด้วยความที่ปีนี้มี "คลิปถั่งเช่า" ออกมาการันตีจาก "คนแดนไกล" ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนระดับ "หัว" ทั้งที่กองทัพบก และกองบัญชาการกองทัพไทย ทำให้อรรถรสในการลุ้นจืดชืดลงไม่น้อย

สปอตไลท์จึงฉายจับไปที่ตำแหน่ง ผบ.ทร. กับ ปลัดกระทรวงกลาโหม (ปลัด กห.) ที่จะว่างลงจากการเกษียณอายุราชการเท่านั้น โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพลช่วงปลายเดือนนี้ และประชุมนัดเดียวให้จบไปเลย

ข่าวแว่วว่าตำแหน่ง ผบ.ทร.ลงตัวแล้ว เหลือแต่ ปลัด กห.ที่ยังมีแคนดิเดทหลายคน เช่น พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดคนที่ 1 พล.อ.มล.ประสบชัย เกษมสันต์ รองปลัดคนที่ 2 พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รองผบ.สส. เป็นต้น

ตัวเต็งลำดับต้นๆ หนีไม่พ้น พล.อ.นิพัทธ์ ซึ่งก็มีกองเชียร์ไม่น้อย ด้วยคุณสมบัติเก่งงานบริหาร พูดภาษาอังกฤษได้ดี และมีคอนเนคชั่นกับหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศรอบบ้านไทย เพราะเคยเป็นเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ปัจจุบันเจ้าตัวยังมีบทบาทสำคัญใน "คณะพูดคุยสันติภาพดับไฟใต้" กับบีอาร์เอ็นด้วย ว่ากันว่าเป็นคนต่อสายตรงถึง ดาโต๊ะซัมซามิน ได้ เพราะสนิทชิดเชื้อกันมานาน

จริงๆ สุดท้ายหวยจะออกที่ใครย่อมเป็นอำนาจของคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารฯ ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 แต่เผอิญข่าวออกมาว่าจะมี ผบ.เหล่าทัพบางคนยกมือค้าน พล.อ.นิพัทธ์ เนื่องจากเหลืออายุราชการอีกถึง 3 ปี ผมจึงตัดสินใจเขียนถึงเรื่องนี้ ด้วยเห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าแปลกใจ เพราะ ผบ.สส.คนปัจจุบัน ถ้าอยู่ถึงเกษียณก็จะนั่งเก้าอี้ 3 ปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. 4 ปี ย้อนกลับไปในอดีตก็ยังมี เช่น พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ. 3 ปี ฯลฯ

แน่นอนว่าที่ยกมาคือเก้าอี้ ผบ.เหล่าทัพ แต่กับเก้าอี้ ปลัด กห.ดูจะแตกต่างออกไป เพราะ ปลัด กห.คนปัจจุบัน และอีก 2-3 ท่านที่ผ่านมาดำรงตำแหน่งกันแค่คนละ 1 ปีเท่านั้น จึงถูกมองเป็นเก้าอี้รอเกษียณ

ที่พูดแบบนี้ไม่ได้กล่าวหาว่าท่านที่ดำรงตำแหน่งคนละปีไม่มีความรู้ความสามารถ แต่บางท่านอาจไม่เหมาะกับงานบริหาร งานที่เสมือนหนึ่งเป็นฝ่ายธุรการบวกเสนาธิการของรัฐมนตรีกลาโหม ประกอบกับเมื่ออยู่ในตำแหน่งได้เพียง 1 ปี กว่าจะได้เรียนรู้งานก็ปาเข้าไปแล้ว 2-3 เดือนแล้ว ขณะที่ 2-3 เดือนสุดท้ายก็ต้องเดินสายอำลาตำแหน่ง สรุปได้ทำงานจริงๆ แค่ 5-6 เดือน ความต่อเนื่องจึงไม่มี วางยุทธศาสตร์อะไรก็ไม่ได้

ปัจจุบัน ผบ.เหล่าทัพ เขายังให้ดำรงตำแหน่งอย่างน้อยๆ 2 ปี เช่นเดียวกับตำแหน่งแม่ทัพ ส่วนในฟากตำรวจก็ยึดแนวทางนี้เหมือนกัน คือพยายามจะไม่เลือกคนที่เหลืออายุราชการแค่ปีเดียวมาทำงาน

ประเด็นที่จะมองข้ามไม่ได้ ก็คือ การวางยุทธศาสตร์ด้านการทหารและความมั่นคงเพื่อรองรับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนกันขนานใหญ่ การปรับย้ายเที่ยวนี้จึงควรนำเรื่องอาเซียนมาพิจารณาประกอบกับคุณสมบัติอื่นๆ ด้วย

จะว่าไปการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพลของไทยยังเป็นระบบปิดอยู่มาก คือมีคนตัดสินใจกันเพียงไม่กี่คน (แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตราชการของนายทหารกว่าครึ่งพันในแต่ละปี) ที่สำคัญระบบตรวจสอบถ่วงดุลแทบไม่มี คนนอกก็ห้ามเกี่ยว ยิ่งมี พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ ด้วยแล้วยิ่งเป็นเหมือนพิธีกรรมปิดลับมากขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่ควรเปิดให้โปร่งใส ตอบคำถามสังคมได้ว่าตั้งคนนั้นคนนี้ขึ้นมาทำไม ไม่ใช่ตั้งเพราะรุ่นอะไร หรือมาจากสายไหนเท่านั้นพอ

ลองเทียบกับการโย้กย้ายนายตำรวจ จะดีจะชั่วอย่างไรก็ยังมีคณะกรรมการกลั่นกรอง มีเลขาธิการ ก.พ.เป็นประธาน ไม่ใช่ตำรวจว่ากันเองหมด พอส่งเรื่องเข้า ก.ตร. (คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ) ก็มีทั้งตำรวจสายประจำและสายผู้ทรงคุณวุฒิ บางส่วนมาจากการลงคะแนนเลือกตั้งของนายตำรวจทั่วประเทศด้วยซ้ำไป กรรมการเหล่านี้แม้ไม่ใช่เสียงข้างมาก แต่ก็แสดงบทบาทตรวจสอบถ่วงดุลการแต่งตั้งที่มิชอบได้ หลายคราวมีข่าว "วอล์คเอาท์" จนผู้มีอำนาจไม่สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจนัก

ถ้าจะถือโอกาสการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน แล้ววางมาตรฐานใหม่ของการปรับย้ายนายทหารทั้งระบบก็น่าจะดีเหมือนกัน...ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีกลาโหมหญิงคนแรกอย่างคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะว่าอย่างไร?