วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฤๅ Forward Guidance คือแบทแมน & QE ก็แค่โรบิ้น

สัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐได้ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ศึกษาถึงผลกระทบของการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ

หรือ Quantitative Easing (QE) และ Forward Guidance หรือ การใช้ตัวเลขทางเศรษฐกิจและสภาพของเสถียรภาพทางการเงินในอนาคตเป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ ผลการศึกษาปรากฏว่า ผลกระทบของ QE2 มูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐเริ่มใช้ในเดือนพฤศจิกายน 2010 นั้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐอยู่น้อยมาก ทว่าเมื่อนำ Forward Guidance มาใช้ร่วมกัน จึงทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจค่อยสูงขึ้นพอควร

ทั้งนี้ สมมติฐานและวิธีการวิจัยในส่วนหลักๆ ประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้

ประการแรก ว่าด้วยผลกระทบของ QE ต่อตลาดเงิน ผ่านการวัดค่าชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) โดยนักลงทุนสามารถลงทุนในระยะยาวได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ หนึ่ง การลงทุนในพันธบัตรระยะสั้น เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนก็นำเงินที่ครบกำหนดไปลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นต่อ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ และ สอง ลงทุนในพันธบัตรระยะยาวแบบรวดเดียวไปเลย ในทางทฤษฎีแล้ว ผลตอบแทนจากการลงทุนทั้ง 2 แบบ ควรจะเท่ากัน อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงแล้ว ด้วยความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายในการซื้อและขาย ส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว เท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นบวกกับค่าชดเชยความเสี่ยง

ทั้งนี้ การทำ QE หรือการซื้อพันธบัตรและตราสารการเงินที่มีสินเชื่อบ้านค้ำประกันในระยะเวลาปานกลางถึงระยะยาว สามารถส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อด้วยการไปลดค่าชดเชยด้านความเสี่ยงดังกล่าว ผ่านการลดอุปทานของพันธบัตรและตราสารการเงินที่มีสินเชื่อบ้านค้ำประกันในระยะเวลาปานกลางถึงระยะยาวในตลาด ทำให้ราคาของตราสารดังกล่าวสูงขึ้นและผลตอบแทนลดลงในที่สุด

ประการที่สอง ขั้นตอนการส่งผ่านผลกระทบจาก "ค่าชดเชยความเสี่ยง" ไปสู่ "เศรษฐกิจจริง" กระทำผ่านนักลงทุน 2 ประเภท ได้แก่ หนึ่ง นักลงทุนที่ลงทั้งในตราสารการเงินระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งการที่ค่าชดเชยความเสี่ยงลดลง ก็มิได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแต่อย่างใด เนื่องจากนักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนในพันธบัตรทั้ง 2 ประเภท สอง นักลงทุนที่ลงทุนเฉพาะในตราสารการเงินระยะยาวเพียงประเภทเดียว หากค่าชดเชยความเสี่ยงหรือผลตอบแทนของตราสารการเงินระยะยาวมีระดับที่ลดลงแล้ว ย่อมทำให้นักลงทุนหันมาบริโภคและลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริงมากยิ่งขึ้น นั่นก็เท่ากับเป็นการกระตุ้นอุปสงค์รวมในประเทศและทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นในที่สุด

ผลการวิจัย ปรากฏว่า QE2 ของธนาคารกลางสหรัฐ ส่งผลต่อจีดีพีสหรัฐโดยเฉลี่ย เพียงร้อยละ 0.04 และ อัตราเงินเฟ้อเพียงร้อยละ 0.02 ต่อปีเท่านั้น

อย่างไรก็ดี หากมีการทำ Forward Guidance ร่วมกับการทำ QE ปรากฏว่า QE2 ของธนาคารกลางสหรัฐ จะส่งผลต่อจีดีพีสหรัฐโดยเฉลี่ยเพิ่มเป็นร้อยละ 0.13 และ อัตราเงินเฟ้อเป็นร้อยละ 0.03 ต่อปี ดังรูป

นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ ยังชี้ว่าหากธนาคารกลางสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบตรงๆ ลงร้อยละ 0.25 จะส่งผลต่อจีดีพีสหรัฐโดยเฉลี่ยร้อยละ 0.26 และ อัตราเงินเฟ้อเพียงร้อยละ 0.04 ต่อปี หรือส่งผลต่อเศรษฐกิจประมาณ 2 เท่าจากการทำ QE ขนาด 6 แสนล้านดอลลาร์

ผมมีความเห็นต่องานวิจัยชิ้นนี้ ใน 2 ประเด็น ได้แก่

หนึ่ง ต้องบอกว่า เมื่อเปรียบเทียบความละเอียดวิธีการประเมินผลกระทบของนโยบายการเงินในรูปแบบต่างๆ ต่อเศรษฐกิจกับงานวิจัยชิ้นอื่น ความครบถ้วนของการวิเคราะห์ ยังดูเป็นรองงานวิจัยหลายๆ ชิ้นก่อนหน้านี้ รวมถึงการใช้ตัวเลขต่างๆ ในสมมติฐานของการวิเคราะห์ก็ยังค่อนข้างมีอยู่มาก

สอง จังหวะเวลาของการออกงานวิจัยและผลของการวิจัย ทำให้หลายคนมองว่าผลงานดังกล่าวอาจจะออกมาเพื่อช่วยตอบโจทย์การลดปริมาณ QE ลงหรือ QE Tapering ของธนาคารกลางสหรัฐที่อาจจะมีขึ้นในเดือนหน้าก็เป็นได้

โดยสรุป ถึงตรงนี้ ผมก็ยังไม่ปักเชื่อว่า Forward Guidance จะเป็นแบทแมน ส่วน QE เป็นเพียงแค่โรบิ้นเท่านั้นครับ

หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มใหม่ล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ