เมื่อเรานึกถึงสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกชื่อของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard) ย่อมจะเป็นชื่อหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจทุกคน
คราวนี้จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีผู้ที่คิดจะสร้างมหาวิทยาลัยใหม่ขึ้น และกล้าที่จะท้าว่าพร้อมที่จะเขี่ยฮาร์วาร์ดตกจากบัลลังก์และก้าวขึ้นเป็นที่หนึ่งแทน?
เราจะไม่แปลกใจนะครับถ้าผู้ประกาศท้าชิงบัลลังก์จากฮาร์วาร์ดนั้นเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดใหม่ ท่านผู้อ่านคิดว่าเป็นไปได้ไหม? คนที่อยู่เบื้องหลังความคิดนี้ชื่อ Ben Nelson ซึ่งเคยเป็นอดีตซีอีโอของบริษัททางเทคโนโลยี ได้ก่อตั้งโครงการ Minerva ขึ้นมา และประกาศว่า Minerva จะเป็นสถาบันการศึกษาระดับ Elite / Premium ที่เปิดขึ้นเป็นแห่งแรกในรอบ 100 ปี โดย Minerva นั้นจะเริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกในปี 2015 และตั้งเป้าที่จะสร้างสถาบันการศึกษาด้วยรูปแบบของ Educational Model ใหม่ ในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทั้งนี้ เนื่องจาก Nelson มองระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยในปัจจุบันเป็นระบบเดิมที่มีมาเป็นพันๆ ปี ทั้งการที่อาจารย์มายืนสอนหนังสือในห้องเรียน หรือ รูปแบบของหอพัก ห้องเรียน ห้องออกกำลังกาย ที่มานานเป็นร้อยเป็นพันปี หรือ แม้กระทั่งการจ้างอาจารย์ที่เป็นลักษณะสัญญาตลอดชีพที่ไม่สามารถให้ออกได้ และกลายเป็นต้นทุนที่สูงของสถาบันการศึกษา
จริงๆ ต้องบอกว่าแนวคิดของ Nelson ไม่ได้ใหม่นะครับ เนื่องจากระบบการศึกษาและกระบวนการในการเรียนการสอนในปัจจุบันเป็นระบบเดิมๆ ที่มีมานานเป็นร้อยเป็นพันปี ซึ่งถ้ามองในเชิงธุรกิจแล้ว ธุรกิจที่มีมานานและไม่ได้เปลี่ยนแปลง ก็มักจะถูกรายใหม่ที่เข้ามาทำลายไปหมดแล้ว
ความน่าสนใจของ Minerva ก็คือสถาบันการศึกษาแห่งนี้คือเขาพยายามที่จะทำให้สถาบันการศึกษารูปแบบใหม่นำเสนอแต่เฉพาะสิ่งที่สำคัญและจำเป็นเท่านั้น ไม่ใช่รูปแบบสถาบันการศึกษาที่มีทุกอย่างเหมือนในปัจจุบัน ถ้าเราพิจารณาสถาบันการศึกษาในปัจจุบัน เราจะพบว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ นั้นพยายามจะสร้างตัวเองขึ้นมาโดยการเสนอทุกสิ่งทุกอย่างให้ครบถ้วน ตั้งแต่อาคารเรียน หอพักนักศึกษา ห้องสมุด โรงอาหาร ที่ทำกิจกรรมของนักศึกษา สนามกีฬา คณาจารย์ประจำ ห้องทดลอง ฯลฯ ซึ่งสุดท้าย การที่จะพยายามเป็นทุกอย่างให้ครบถ้วนก็มักจะนำไปสู่ต้นทุนที่มหาศาล
แต่ที่ Minerva นั้นจะไม่มีหอพัก ห้องสมุด Student Center สนามกีฬา ฯลฯ โดยในปีแรกของการเรียน นักศึกษาจะอาศัยอยู่ในอาคารที่พักในเมือง San Francisco ถ้าต้องการยืมหนังสือก็สามารถยืมได้จากห้องสมุดสาธารณะ (ซึ่งของเมือง San Fran นั้นดีมากครับ) ไม่ต้องมี Student Center สำหรับนักศึกษา เนื่องจากในเมือง San Francisco นั้นก็จะมีร้านกาแฟเก๋ๆ เท่ห์ๆ ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปให้นักศึกษาสามารถใช้บริการได้
หลังจากจบปีแรก นักศึกษาทั้งกลุ่มก็จะย้ายไปเรียนตามเมืองอื่นๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่เซาเปาโล ลอนดอน หรือ สิงคโปร์ ซึ่งก็จะมีการหาอาคารที่พัก จะจัดทำห้องเรียนขึ้นตามเมืองใหญ่ๆ เหล่านี้ สำหรับตัวอาจารย์นั้นก็จะไม่มีการทำสัญญาระยะยาวที่เป็นลักษณะตลอดชีพ แต่จะเป็นสัญญาระยะสั้นที่มีความยืดหยุ่นขึ้นแทนที่
นอกจากนี้ในหลักสูตรของ Minerva จะไม่มีการสอนในวิชาพื้นฐาน เนื่องจากวิชาเหล่านี้ เช่น หลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ตัวนักศึกษาสามารถศึกษาได้เองจากตำรา หรือ ลงทะเบียนเรียนใน MOOCs (Massive Online Open Coursewares) ที่เปิดกันเยอะมาก ที่ Minerva นั้นจะไม่ได้เน้นการสอนให้ได้ความรู้ แต่จะเน้นสอนที่ให้ผู้เรียนสามารถที่จะคิดเองได้ รวมทั้งทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน โดยเมื่อผู้เรียนย้ายไปเรียนในเมืองต่างๆ กระบวนการเรียนการสอนก็จะเป็นผ่านระบบดิจิทัล
ด้วย Educational Model ที่แตกต่างจากสิ่งที่เป็นอยู่นี้ Minerva เองก็จะสามารถเก็บค่าใช้จ่ายได้ต่ำกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ ของสหรัฐ แต่เพื่อทำให้เขาเป็น Elite University ที่ Minerva ก็จะมีเกณฑ์และมาตรฐานการคัดเลือกนักศึกษาที่สูงและเข้มข้น
ถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยนะครับว่าไอเดียแปลกๆ แบบนี้จะขายออกหรือ? ปรากฏว่ามีคนสนับสนุนเขาเยอะนะครับ Larry Summers อดีตอธิการบดีของ Harvard ยอมรับที่เข้ามานั่งเป็นประธานคณะที่ปรึกษาของสถาบันแห่งนี้ หรือ อดีตคณบดีด้านสังคมศาสตร์ของ Harvard ก็มาเป็นคณบดีของที่นี่ และแถมเริ่มมี Venture Capital หลายเจ้าที่มีการนำเงินมาเริ่มลงทุนใน Minerva
คงต้องดูกันต่อไปนะครับว่า Minerva จะสามารถท้าชิงบัลลังก์ของ Harvard ได้จริงหรือไม่ แต่ผมคิดว่าในระยะสั้นเรามาลองติดตามกันก่อนแล้วกันครับว่า Minerva จะอยู่รอดได้ไหม?







