หลายคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง คงรู้สึกสับสนไม่น้อยกับประเด็น ภาวะเศรษฐกิจ
ว่า ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว หรือยังเติบโตดีต่อเนื่องกันแน่ เพราะหลายคนแสดงความเห็น และสะท้อนภาพธุรกิจต่างกันไป
แม้แต่ในธุรกิจเดียวกัน อย่างบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อวันก่อนผู้บริหารบมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท ผู้ประกอบการรายใหญ่ เพิ่งออกมายืนยันว่าตลาดยังดีต่อเนื่อง ซึ่งพฤกษาฯเองมองว่า ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีได้ตามเป้า เช่นเดียวกับผู้ประกอบการหลายราย
แต่ล่าสุดวานนี้ ซีอีโอของบมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ ผู้ประกอบการอสังหาฯใหญ่อีกราย กลับให้มุมมองที่ต่างกัน ทำนองว่าปัจจัยลบทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ และปัจจัยความเสี่ยงทางการเมือง เป็นตัวแปรลบที่น่าจับตา เพราะกำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาฯ หลังจากนี้ไปการเติบโต คงไม่ดีเหมือน 1-2 ปีที่ผ่านมา มองภาพว่าจะซบเซาต่อเนื่องไปอีกถึง 3 ปีเลยทีเดียว
ในมุมของผู้ประกอบการ อาจมองต่างกันไป ตามพื้นฐานธุรกิจและโอกาส แต่ในมุมผู้บริโภคแล้ว หากประเมินจากผลสำรวจระดับภาคพื้น จะพบว่ามีบรรยาศค่อนไปทางลบ เช่นเดียวกันทั่วทั้งภูมิภาค
อ้างอิงจาก ผลสำรวจล่าสุด ของ "จีเอฟเค" บริษัทวิจัยระดับสากล ที่ระบุว่า ผู้บริโภคในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค มีความกังวลสูงสุดเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม และไทย มีความกังวลอย่างมากต่อภาวะ เงินเฟ้อ และสินค้ามีราคาแพง ขณะที่ผู้บริโภคในออสเตรเลีย กังวลเรื่องการจับจ่ายใช้สอย
รายงานดังกล่าว เป็นผลสำรวจครั้งใหญ่ของจีเอฟเค ซึ่งรวบรวมจากการสำรวจผู้บริโภค 4 หมื่นคน อายุระห่าง 15-28 ปี จาก 11 ประเทศในเอเชียแปซิฟิค ประกอบด้วย ออสเตรเลีย, จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, และเวียดนาม พบว่า 2 ใน 5 ของการสำรวจ ล้วนกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย การว่างงาน ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ และสินค้าราคาแพง และ 1 ใน 3 ระบุว่า พวกเขากังวลต่อภาวะ ไม่มีเงินเพียงพอในการดำรงชีพ และจ่ายชำระหนี้
ผลสำรวจระบุว่า ผู้บริโภคในสิงคโปร์ 65% ผู้บริโภคไทย 55% อินโดนีเซีย 39% ล้วนแสดงความกังวลสูงสุด ต่อภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่ ผู้บริโภคไต้หวัน 57% เกาหลีใต้ 51% รวมทั้งญี่ปุ่น กังวลสูงสุดต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย และการว่างงาน ในขณะที่ผู้บริโภคราวครึ่งหนึ่งในออสเตรเลีย กังวลสูงต่อการเงินส่วนบุคคล ขณะที่ ปัญหาอาชญากรรม และความวุ่นวายยังคงเป็นความกังวลอันดับที่ 4 ของภูมิภาคนี้ โดยอันดับความกังวลต่อเนื่องนี้ ในมาเลเซียอยู่ที่ 67% เวียดนาม 55% และอินเดีย 51%
ผลต่อเนื่องจากความวิตกกังวลดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคในภาคพื้นนี้ หันมาปรับตัว ลดพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยแบบปกติลง โดยใน 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้บริโภค 34% ระบุว่าลดการออกไปรับประทานอาหารค่ำในภัตตาคาร และ 23% ระบุว่าลดการจับจ่ายใช้สอยในสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม
เรื่องนี้เป็นประเด็นใกล้ตัว ไม่ว่าจะมองไปทางใด เชื่อเหลือเกินว่า ปัญหาใหญ่อย่าง ราคาสินค้าแพง เศรษฐกิจชะลอตัว และภาระหนี้สินที่พอกพูน ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของผู้บริโภคคนไทย เป็นโจทย์ท้าทายที่รัฐบาล ต้องมองหาช่องทางแก้ไขรับมือ เมื่อนโยบายประชานิยม กลายมาเป็นตัวเพิ่มปัญหา ภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้คนบริโภคเกินกำลังในปัจจุบัน









