วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

The great divergence : The rest VS the west (17)

เนื่องจากประวัติศาสตร์มีความสำคัญ ความแตกต่างทั้งหลายที่เราพบระหว่างละตินอเมริกากับอเมริกาเหนือทั้งๆ ที่เริ่มต้นคล้ายๆ กัน

ก็มาจากความแตกต่างในเส้นทางเดินของประเทศในสองทวีปนี้ ขณะที่ในอเมริกาเหนือพัฒนาการของสังคมเป็นไปในทิศทางที่เปิด ปัจจัยต่างๆ ในกลไกด้านสถาบันทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองมีวิวัฒนาการไปในทางที่คนทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติใดศาสนาใดล้วนมีโอกาสซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างสรรค์ความคิด ความรู้ ความหลากหลายที่จะทำให้เศรษฐกิจและสังคมมีพลวัต จนกระทั่งประเทศในละตินอเมริกาได้เอกราช สเปนปกครองประเทศในอาณานิคมเหล่านี้อย่างสังคมที่ปิด สิ่งที่สเปนสนใจมากที่สุดคือแร่เงินและทองจากเหมืองในเม็กซิโกและเปรูโดยใช้แรงงานคนอินเดียน และต่อมาทาสจากแอฟริการะหว่างปี 1500 และ 1600 ประมาณ 1.5 แสนกิโลกรัมของทองและ 7.4 ล้านกิโลกรัมของเงินมาถึงสเปนจากอเมริกา จริงอยู่มันช่วยให้สเปนเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ชนะสงครามไปทั่วอย่างน้อยกว่าสองร้อยปี แต่ก็เหมือนกับการที่ประเทศถูกสาปแช่งจากการที่มีทรัพยากรมาก สเปนอ่อนแอเป็นประเทศยุโรปชายขอบที่ต้องไล่กวดอังกฤษและยุโรปตอนเหนือตลอดศตวรรษที่ 19

มรดกที่สเปนมอบให้แก่ละตินอเมริกามาตลอดจนถึงปัจจุบันคือระบบสังคมและเศรษฐกิจที่เกื้อกูลแก่คนจำนวนน้อยแค่หยิบมือ มันอาจจะเปลี่ยนมือจากกษัตริย์มาที่ขุนนาง นักรบ นักผจญภัย เจ้าที่ดิน พ่อค้า และนักการเมืองระหว่างช่วงอาณานิคมจนถึงได้เอกราช สเปนจริงจังกับศาสนามากจนทำลายพื้นฐานและความหลากหลายทางเศรษฐกิจ เห็นได้ชัดจากการขับไล่มุสลิมและพวกยิวออกจากสเปนในปลายศตวรรษที่ 15 ในอาณานิคม สเปนไม่ยืดหยุ่นเหมือนโปรตุเกส ไม่ยอมให้ชาวต่างชาติเข้ามา แม้จะเป็นคาทอลิก สเปนใช้นโยบายจำกัดจำนวนคนเข้าประเทศ แม้สำหรับคนสเปน ใช้แต่คนพื้นเมืองอินเดียนและทาสสำหรับการทำไร่ขนาดใหญ่ โดยการขูดรีดโดยเฉพาะในเขตทะเลแคริบเบียน สังคมจึงขาดการสร้างและการสะสมทักษะของคนและความรู้ การทำไร่อ้อยเพื่อผลิตน้ำตาล ไม่ว่าจะในบราซิลหรือในเขตทะเลแคริบเบียน ต้องการการประหยัดจากขนาดโดยการใช้ไร่ขนาดใหญ่ ซึ่งต่างกับกรณีของอเมริกาเหนือที่สามารถใช้ฟาร์มขนาดเล็กปลูกข้าวสาลี ชาวนาทุกคนเป็นเจ้าของ มีที่ดินของตนเอง

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการทางด้านสถาบันที่แตกต่างกันในสองทวีปนี้ ในละตินอเมริกา โดยสภาพทางภูมิศาสตร์รวมทั้งนโยบายการจัดสรรที่ดินเรื่อยมาที่ทำให้ที่ดินขนาดใหญ่อยู่ในมือของคนจำนวนน้อยเพราะอำนาจทางการเมืองกระจุกตัว มีความไม่เสมอภาคสูงมาก มีผลต่อความไม่เสมอภาคทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อเนื่องมาเป็นร้อยๆ ปีจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเม็กซิโก อาร์เจนตินาหรือบราซิล มีข้อยกเว้นบ้าง อย่างเช่น ประเทศคอสตาริกา ซึ่งต่างกับนิการากัว ในคอสตาริกา ชาวนาส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่ดินฟาร์มขนาดเล็ก ความเสมอภาคจึงมีสูง พัฒนาการของประชาธิปไตยมีความก้าวหน้าราบรื่นกว่าหลายประเทศที่เงื่อนไขบางอย่างไม่เอื้ออำนวย

ไม่น่าแปลกใจที่ในปี ค.ศ.1910 สัดส่วนการมีที่ดินของครัวเรือนชนบทในเม็กซิโกมีเพียงร้อยละ 2.4 ในกรณีของอาร์เจนตินา (ปี 1895) มีเพียงร้อยละ 9.7 ในเขตทุ่งหญ้า Pampas ขณะที่ในกรณีของอเมริกาในปีค.ศ. 1900 เฉลี่ยจะอยู่ที่ ร้อยละ 74.5 โดนสูงสุดทางตะวันตก ร้อยละ 83.4 ต่ำสุดทางใต้ที่ร้อยละ 51 หรือแคนาดาเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ร้อยละ 87

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ ค.ศ. 1970 การวัดการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน รายได้ หรือการบริโภค ข้อมูลบอกถึงการกระจุกตัวที่สูงมาก เกือบทุกประเทศในละตินอเมริกา การกระจุกตัวนี้ เช่นที่ดินหรือรายได้มีค่าสูงถึง 0.6 หรือสูงกว่านั้น (ตัวเลขใกล้ 1 การกระจุกตัวหรือความไม่เสมอภาคจะสูงมาก ถ้าใกล้มาทาง 0 การกระจุกตัวก็จะต่ำ) ในกรณีของประเทศใหญ่และสำคัญ เช่น บราซิล เม็กซิโก และอาร์เจนตินา ขณะที่ ประเทศในเอเชียจะมีการกระจุกตัวที่ต่ำกว่า ในกรณีของประเทศในโลกตะวันตารวมทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น มีการกระจุกตัวที่ต่ำกว่าของละตินอเมริกามาก คือมีค่าอยู่ที่ประมาณ 0.3-0.4 เมื่อดูสถิติปี 2010 ภาพการกระจุกตัวในรายได้และทรัพย์สินที่สูงมากของละตินอเมริกาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนและยังสูงกว่าของไทย ในกรณีของละตินอเมริกานั้น ในประวัติศาสตร์ของประเทศเช่นเม็กซิโก เราจะเห็นสถิติการถือครองที่ดินแล้วใจหาย ที่พบว่าไม่ถึง 1,000 ครอบครัวสามารถถือครองที่ดินเกือบทั้งประเทศ

ด้วยเหตุที่ความไม่เท่าเทียมกันในความมั่งคั่ง ดูได้จากการถือครองที่ดินในละตินอเมริกานี่เอง ที่ทำให้โครงสร้างทางด้านสถาบันทางด้านอื่นๆ ที่ส่งเสริมการสะสมทุน การเกิดนวัตกรรม การมีส่วนร่วมของประชาชน มีความอ่อนแอ เมื่อเทียบกับกรณีของอเมริกาเหนือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการและความมั่นคงของประชาธิปไตยการพัฒนาด้านสถาบันการเงินและตลาดทุน การลงทุนในสาธารณูปโภค การจัดระบบโรงเรียนหรือการศึกษา เมื่อประเทศละตินอมริกาเกือบทั้งหมดได้เอกราชในต้นศตวรรษที่ 19 สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะในละตินอเมริการะบบการเมืองมีการกระจุกตัวอยู่ที่ชนกลุ่มน้อยซึ่งดำเนินนโยบายและสนับสนุนการดำรงอยู่หรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลง กติกาหรือรูปแบบสถาบันที่จัดสรรผลประโยชน์ให้แก่ครอบครัวหรือพรรคพวกของตัวเอง ตั้งแต่เรื่องที่ดิน การเปิดให้คนต่างชาติเข้าประเทศ การให้ความคุ้มครองแก่ธุรกิจและอุตสาหกรรมจากการแข่งขัน ไปจนถึงการให้สิทธิในการเลือกตั้งความอ่อนแอทางด้านสถาบันซึ่งเกิดจากความไม่เสมอภาคที่มีสูงมากนี้เอง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การเมืองของละตินอเมริกาหลังเอกราชเต็มไปด้วยความไร้เสถียรภาพ เม็กซิโกเปลี่ยนรัฐบาลกว่า 40 ครั้ง ในช่วงประมาณ 30 ปี ประเทศอาจเป็นสาธารณรัฐแต่ในนาม แต่เป็นระบบทรราช ครองอำนาจโดยเผด็จการทั้งทหารและพลเรือน ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้พยายามจะเลียนแบบระบบประธานาธิบดีของอเมริกา

แม้ละตินอเมริกาจะเป็นภูมิภาคของโลกที่มีการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดมาเป็นร้อยๆ ปี ผ่านร้อนผ่านหนาว เกิดการปฏิวัติ เกิดสงครามกลางเมือง อาจจะยาวนานและบ่อยกว่าอเมริกาเหนือ และภูมิภาคนี้เมื่อเวลาผ่านไป ช่องว่างและรายได้ชีวิตความเป็นอยู่ห่างจากอเมริกามากขึ้นก็ตาม แต่เมื่อดูอัตราความเจริญเติบโตของประเทศในภูมิภาคโดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ นี้เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ละตินอเมริกาไม่ได้ล้มเหลวเมื่อเทียบกับเอเชีย ในการเข้าร่วมกับกระบวนการโลกานุวัตรแรกของโลกในศตวรรษที่ 19

เกิดอะไรขึ้นกับละตินอเมริกาเมื่อเทียบกับเอเชียหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา