เรื่องท้าทายนักบริหารที่สุดในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นการบริหาร คน ที่ถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่าสูงที่สุดขององค์กร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เราต้องแข่งขันกันด้วยนวัตกรรม ภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์
หากผู้นำรู้จักและรู้ใจบุคลากร รู้ว่าเขามีเป้าหมายอะไรและต้องการให้ส่งเสริมจุดไหนแก่เขาก็ย่อมทำให้องค์กรใช้เขาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยที่ตัวเขาเองก็ได้พัฒนาไปในแนวทางที่ต้องการด้วยเช่นกัน ซึ่งแนวทางนี้เป็นหน้าที่ของผู้นำที่ต้องคุณสมบัติทั้ง 5 ข้อต่อไปนี้
ข้อแรกผู้นำต้องจริงใจ การจะสนทนากับใครต้องกล้าสบตาฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย คู่ค้า หรือลูกน้อง การสู้สายตากับฝ่ายตรงข้ามได้จะแสดงถึงความจริงใจและความเอาใจใส่ของเรา สายตาจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสื่อสารด้วยภาษากายที่ไม่แพ้ภาษาพูดเลยทีเดียว
ข้อสอง ต้องกระตุ้นให้เกิดคำถามอย่างต่อเนื่อง ว่า “ทำไม” เพราะคำนี้จะส่งเสริมให้หาคำตอบและหาต้นตอของทุกอย่าง รวมถึงกระบวนการเรียนรู้ ต้องมีที่มาที่ไป ถ้าเราทราบวิธีคิดของลูกน้องได้ ก็จะทราบว่าเขามีจุดอ่อนตรงไหนและต้องการให้เสริมจุดไหน ซึ่งย่อมทำให้เขาพัฒนาขึ้นจนมีโอกาสก้าวสู่ความสำเร็จได้เอง
ข้อสาม ต้องถ่อมตัวเพื่อเปิดโลกการเรียนรู้อยู่เสมอ ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า 3 คนที่เดินผ่านหน้าเรา จะมี 1 คนที่เป็นครูเราได้ เพราะการเรียนรู้ไม่จำเป็นจะต้องเรียนกับคนที่มีชื่อเสียง หรือเป็นคนที่มีความรู้มากกว่าเรา แต่ความจริงแล้วเราเรียนรู้ได้จากคนทุกระดับที่สนทนาด้วย
ทุกครั้งที่สนทนากับใครไม่ว่าจะระดับไหน ต้องถามตัวเองว่าเรียนรู้อะไรจากเขาได้บ้าง และถ้าใส่ใจ ก็จะทราบว่าเขาต้องการอะไรด้วยเช่นกัน แต่การเรียนรู้ไม่ควรใส่ใจแต่เฉพาะเรื่องดีๆ ด้านเดียว ต้องเรียนรู้จากความล้มเหลวของผู้อื่นด้วย
ความไม่รู้จะทำให้เราเกิดความกลัวจนไม่กล้าเดินไปข้างหน้า ซึ่งการไม่ลงมือทำก็ย่อมไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้เลย การสนทนากับใครก็แล้วแต่ ต้องทบทวนเสมอว่าได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบวกหรือลบ จริงหรือไม่ ถูกหรือผิดซึ่งไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าต้องรู้ และจะได้ส่งเสริมสิ่งที่ถูก สิ่งที่จะทำให้ขยายโอกาสมากขึ้น ในเวลาเดียวกันก็จะลบความกลัวไปจากใจเขาได้สำเร็จ
ข้อสี่ ต้องกระตือรือร้นหาทางทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ต้องคิดอยู่เสมอว่าจะมีอะไรที่จะดีกว่าปัจจุบันหรือไม่ มีอะไรที่จะดีกว่าในสัปดาห์หน้า-เดือนหน้าหรือไม่ ถ้าคิดได้เช่นนี้ก็จะเป็นคนช่างสังเกตและช่างสร้างโอกาส
ผมเชื่อว่าโอกาสมีอยู่มากมายเต็มไปหมดแต่อยู่ที่จะหาเจอหรือไม่ การสรรหาก็ต้องตั้งข้อสังเกตกับตัวเองอยู่เสมอ ถ้าผู้นำมีความคิดเช่นนี้ พาให้ลูกน้องคิดเช่นนี้ ทั้งองค์กรก็จะคิดไปในทางเดียวกัน แม้จะมีความแตกต่างของแต่ละบุคคล แต่สามารถหาคำตอบที่เป็นโอกาสร่วมกันได้
ข้อสุดท้ายต้องรู้จักนำประสบการณ์ในชีวิตจริงมากประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือส่วนตัว เพราะบทเรียนจากชีวิตจริงย่อมมีค่าเสมอ และคนเราทำผิดได้เสมอ ครั้งแรกย่อมเป็นบทเรียนสำคัญ หรือผิดอีกเป็นครั้งที่สองก็ถือว่ายังให้โอกาสได้ แต่ถ้ามากกว่านั้นก็แสดงว่าเราไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเลย
ถ้าเราสามารถเรียนรู้ สะสมประสบการณ์ และนำมาปรับใช้ในชีวิตการงาน รวมถึงชีวิตส่วนตัวด้วย ก็ย่อมเอื้อให้มีวิธีคิดที่ได้เปรียบผู้อื่น และมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนทั่วไปได้ด้วยเช่นกัน เพราะแนวคิดนี้ประยุกต์ใช้ได้ทั้งการชีวิตประจำวัน หน้าที่การงาน ไปจนถึงการบริหารประเทศ









