วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พร้อม...ลุย

ไม่ค่ะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าดิฉันมาปลุกระดมให้ยกพวกไปตีกับใครนะคะ วันนี้ดิฉันมาตอบคำถามที่หลายๆ ท่านอยากทราบกันเหลือเกิน

ว่า “ปัจจัยแห่งความสำเร็จในชีวิตคืออะไร” ดิฉันได้มีโอกาสพบปะและศึกษาชีวิตผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย ก็ดูเหมือนว่าแต่ละความสำเร็จจะมีปัจจัยที่แตกต่างกันไป แต่ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากถึงมากที่สุดก็คือ “ความพร้อม”

บางคนเมื่อเห็นคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าตนเองแล้วมักจะชอบอ้างไปที่ “โชคชะตา” คนโน้นโชคดีบ้าง คนนี้โชคดีบ้าง เขาถึงได้สำเร็จมากกว่าคุณ แต่ถ้าคุณลองไปถามคนที่ประสบความสำเร็จโด่งดังระดับโลกอย่างเช่น พิธีกรหญิงผิวสีชาวอเมริกันที่มีคนกล่าวขวัญว่าเป็นหนึ่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในโลกอย่าง Oprah Winfrey แล้ว คุณก็จะได้คำตอบว่า "I believe luck is preparation meeting opportunity" นั่นคือ เธอเชื่อว่าโชคชะตานั้นมาจากการเตรียมตัวที่ดีมาเจอกันกับโอกาสที่เหมาะสม

ถ้าเผื่อท่านผู้อ่านไม่เคยได้ยินหรือรู้จัก Oprah Winfrey ดิฉันขอแนะนำหญิงแกร่งและเก่งผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่ายกย่อง ไม่ใช่แค่เธอเป็นคนที่ร่ำรวยติด 1 ใน 400 ของคนอเมริกันที่รวยที่สุดตั้งแต่เธออายุเพียง 41 ปี หรือจะเป็นการที่เธอเป็นผู้หญิงผิวสีคนเดียวที่เป็นมหาเศรษฐี billionaire ในประวัติศาสตร์โลก แต่เส้นทางความสำเร็จของเธอนั้นไม่มีคำว่า "โชคดี" เลย เธอผ่านความโหดร้ายในชีวิตมาอย่างไม่น่าเชื่อ เธอมีแต่แม่ที่ฐานะยากจน เธอถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ และตั้งท้องตอนอายุ 14 ปี แต่ต้องมาเสียลูกไปตั้งแต่ลูกยังเด็ก แต่ในที่สุดเธอก็ไต่เต้าในสายงานอาชีพของเธอจนเป็นเจ้าของรายการ Talk show จนมี TV network (OWN : Oprah Winfrey Network) เป็นของตัวเอง และกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลขนาดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ มหาวิทยาลัย Harvard ยังเชิญให้เธอไปกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีจบการศึกษา จะเห็นได้ว่าแม้โชคชะตาจะดูโหดร้ายกับชีวิตในวัยเยาว์ของ Oprah มากเหลือเกิน แต่เธอกลับไม่เคยรอให้ "โชคชะตา" พาเธอไปสู่ความสำเร็จ
และที่สำคัญเธอก็ไม่เคยโกรธแค้น "โชคชะตา" นั้นเลย ในทางตรงกันข้าม เธอกลับขอบคุณทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต เพราะสำหรับเธอ สิ่งโหดร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับสิ่งที่ต้องเผชิญในอนาคต

ดิฉันก็เป็นอีกคนที่เชื่อในการเตรียมความพร้อม จนต้องยอมรับว่าจะเตรียมตัว "เยอะ" ไปเสียทุกเรื่อง ทั้งนี้ก็เป็นเพราะติดนิสัยมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือที่จะต้องเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนนอน การบ้านเสร็จ ชุดนักเรียน ถุงเท้ารองเท้าต้องวางไว้ ตื่นมาไม่ต้องคิดอะไรมากมาย พร้อมไปโรงเรียนเต็มที่ ไม่เพียงแต่จะพร้อมในห้องเรียน ดิฉันก็ยังพร้อมในห้องสอบด้วย เนื่องด้วยดิฉันเป็นเด็กต่างจังหวัด เวลาจะเข้าไปสอบแข่งขันอะไรในกรุงเทพฯหรือที่จังหวัดอื่นๆ ดิฉันก็มักจะไปก่อนล่วงหน้าหนึ่งวันเพื่อที่จะดูว่าสนามสอบอยู่ที่ไหน จะต้องเดินทางจากที่พักไปอย่างไร ใช้เวลาประมาณเท่าไร เพื่อจะได้ไม่เข้าห้องสอบสายและจะได้ไม่ตื่นสนามจนทำให้เสียสมาธิในการทำข้อสอบ ดูแม้ว่าห้องน้ำและโรงอาหารอยู่ที่ไหน

จริงๆ แล้วตอนที่เรายังเป็นเด็กน้อยอยู่ ถ้าต้องไปสอบสนามใหญ่ๆ ครอบครัวก็จะพาไป และคุณพ่อคุณแม่ก็จะเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้เพื่อเราจะได้ไม่เสียเวลาไปเข้าแถวแย่งกันซื้อกับคนอื่น มีเวลาเหลือมาทบทวนวิชาที่จะสอบต่อไปในช่วงบ่ายเสียอีก (เรื่องนี้ต้องขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่ที่เปลี่ยนสถานการณ์ความตึงเครียดของการสอบให้ดูเป็นเรื่องสนุกเหมือนเราได้ไปปิกนิกกับครอบครัว ทำให้เรามีความรู้สึกดีๆ กับการไปสอบเสมอมาอีกด้วย) นิสัยเหล่านี้ติดตัวดิฉันไปถึงตอนเรียนเมืองนอกที่แม้จะต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงคนเดียวตามลำพัง แต่ก็ยังไม่ละทิ้งนิสัยการเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ เช่นเมื่อทุกปีที่มหาวิทยาลัยจะเปิดเรียนการศึกษาใหม่ ดิฉันมักจะกลับไปหนึ่งอาทิตย์ก่อนเปิดเรียนจริงเพื่อที่ได้ปรับเวลาให้หายเหนื่อย ย้ายของเข้าหอ ถึงแม้จะต้องจ่ายค่าหอเพิ่มซึ่งราคาก็ไม่ใช่น้อยสำหรับหนึ่งอาทิตย์ก่อนที่จะเปิดเทอมจริง แต่ดิฉันก็หาวิธีประหยัดเงินค่าหอโดยที่สมัครเป็น Student Advisor ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยปฐมนิเทศกลุ่มนักเรียนน้องใหม่ปีหนึ่งและทำกิจกรรมก่อนมหาวิทยาลัยเปิดอย่างเป็นทางการ ก็เรียกได้ว่าดิฉันให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสุดๆ จริงค่ะ

ถึงตอนนี้แล้ว ท่านผู้อ่านอาจคิดว่าดิฉัน "เยอะ" ไป หลายๆ อย่างไม่เห็นต้องเตรียมตัวขนาดนั้น ดิฉันก็ต้องยอมรับนะคะว่าหลายอย่างไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวขนาดนั้น แต่การเตรียมตัวอย่างดี จะสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง ซึ่งเมื่อเรามั่นใจว่าเราเตรียมมาอย่างดีแล้ว มันก็จะไม่ใช่เรื่องยากนักที่จะจินตนาการว่าเราจะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอนแม้จะต้องเจออุปสรรคใดๆ ก็ตาม มีผลวิจัย จาก Journal of Sport Behavior ที่ตอกย้ำความสำคัญของระดับความมั่นใจในตัวเองหรือ self-confidence ต่อความสำเร็จ โดยได้ศึกษาในนักกีฬาเทนนิสในมหาวิทยาลัยและพบว่านักกีฬาที่มีระดับความมั่นใจในตัวเองสูง และมีระดับความวิตกกังวลต่ำก็จะส่งผลให้ตีเทนนิสได้อย่างสุขุมแม้ในช่วงที่เข้าได้เข้าเข็มและที่สำคัญจะสามารถประคับประคองสติเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน โดยสรุปได้ว่าสภาวะทางจิตใจก่อนแข่งของนักกีฬามีผลต่อผลการแข่งขันอย่างยิ่ง (Covassin และ Pero ปี คศ. 2004)

ดิฉันหวังว่าทุกท่านจะตระหนักแล้วว่าการเตรียม "ตัว" ให้พร้อมเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่พอ การเตรียม "ใจ" ให้พร้อมนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เราต้องเตรียมใจให้พร้อมที่จะเชื่อในหนึ่งสมองสองมือของเรา และที่สำคัญเราต้องเตรียมใจไว้ด้วยว่า ไม่ว่าเราจะเตรียมตัวมาดีอย่างไร ชีวิตนี้จะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่เสมอ และถ้าเราเตรียมใจที่จะรับมือกับอุปสรรค และตระหนักว่าไม่ว่าจะช้าจะเร็ว จะยากจะง่าย ไม่ว่าใครก็ต้องเจอกับเจ้าตัวอุปสรรคอย่างแน่นอน ในที่สุดถ้าเราสามารถเตรียมทั้งตัวและทั้งใจสำเร็จ เราก็จะเหมือนทหารกล้าที่พร้อมจะออกรบ เมื่อมีศัตรูมาเมื่อไร ก็จะพร้อม "ลุย" เสมอ ในสนามรบใครพร้อมกว่า ชัยชนะก็จะเป็นของผู้นั้น ชีวิตเราก็ไม่ต่างจากสนามรบ เพียงแต่ขอให้เราแค่รบกับอุปสรรคให้ได้เป็นพอ ถ้าคุณพร้อมที่จะรับมือกับอุปสรรค ความสำเร็จก็อยู่แค่เอื้อม แต่ความสำเร็จจะไม่มาถึงเป็นแน่ ถ้าคุณได้แต่ "พร้อม" แต่ยอมไม่ "ลุย" เสียที