วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขาดแคลนบุคลากรด้านโซเชียล มีเดีย ปัญหาใหญ่รับเออีซี ที่กำลังจะเกิด

ผมไปบรรยายให้มหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง ก็เลยได้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารสถาบันแห่งนั้น

โดยเรื่องหนึ่งที่คุยกันแล้วเป็นประเด็นน่าสนใจคือ "วันนี้สถาบันอุดมศึกษา จะผลิตบัณฑิตในสาขาโซเชียลมีเดียอย่างไร ให้ตรงกับที่ตลาดต้องการอย่างแท้จริง"
ผมฟังแล้วก็ย้อนกลับมาดูบริษัทตัวเอง ก็พบว่า กว่าหลายปีที่แฟ้นหาบุคลากรด้านนี้ ถ้าจะหากันจริงๆ จังๆ ผมก็พบว่ายากเหลือเกินที่จะเจอกับตัวจริงที่ทำงานได้ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบฉาบฉวย เล่นได้ ใช้เป็น แต่ทำงานในเชิงกลยุทธ์ไม่ได้นั่นเอง
เลยนั่งคุยกันไปต่อว่า แล้วตกลงตลาดตอนนี้ด้านโซเชียล มีเดีย เราขาดบุคลากรด้านใดบ้าง
ถือเป็นคำถามที่น่าสนใจดีนะครับ เพราะปัจจุบันเราพบว่า มีหลายสาขาเหลือเกินที่คาบเกี่ยวกันกับบุคลากรด้านนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักคิด ครีเอทีฟ นักการตลาด ฝ่ายผลิตอย่างดีไซเนอร์ และโปรแกรมเมอร์ หรือแม้จะทั้งผู้ทำคอนเทนท์ ที่เจาะจงลงไปในตลาดโซเชียล มีเดีย แบบจริงๆ ตรงๆ ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะใช่บัณฑิตนิเทศศาสตร์ ที่ยังหัดเขียนข่าวกันในแบบฟอร์มเดิมๆหรือเปล่า
ผมจั่วหัวไว้ว่า "เมื่อตลาดเออีซี" เกิด นั่นหมายความว่าปัญหานี้กำลังจะเกิดขึ้นแล้วในอีก 2-3 ปี ข้างหน้า จริงๆ ก็เกิดขึ้นแล้ว วันนี้บริษัทใหญ่ในสิงคโปร์ ก็ได้เข้ามากว้านซื้อตัวบุคลากรในสายโซเชียล มีเดีย ไปเสริมทัพของตัวเองกันยกใหญ่ มีการดูดตัวหรือควบรวมบริษัทคนไทยไปหลายแห่ง เอาเป็นว่าคนเก่งด้านโซเชียล มีเดีย ตัวจริงที่มีอยู่ไม่กี่คนนั้น เกินครึ่งถูกซื้อตัวไปหมดแล้วนั่นเองครับคุณผู้อ่าน
กลับมาที่ภาคการศึกษาของเรา ก็คงก็ต้องเริ่มต้นสะสางหลักสูตรใหม่กันแล้ว เพื่อให้ทันยุคที่มีเดีย กลายเป็นโซเชียล เน็ตเวิร์ค กันแล้ว น่าชื่นชมหลายๆ สถาบันที่ได้ริเริ่มตรงนี้แล้ว บัณฑิตพันธ์โซเชียล มีเดีย มีให้เห็นแล้วบ้าง จะเก่งบ้างไม่เก่งบ้างก็ไม่เป็นไร มาสายตรงๆก็น่าจะพัฒนาและสอนกันได้เร็วมากขึ้น
ถ้าโฟกัสได้ ผมอยากให้พัฒนานักบริการเชิงกลยุทธ์ หรือ นักคิด ในเชิงโซเชียล มีเดีย ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถ้าเราทำได้ ก็เท่ากับเราผลิตบุคลากรระดับผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการยุคใหม่ได้เลย ซึ่งถ้าเป็นผู้บริหารระดับนี้ก็จะเข้าไปสู่ตำแหน่ง CIO หรือ CTO ขององค์กรชั้นนำที่จะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงเมืองไทยเขาสู่ยุคสื่อที่เป็นแบบโซเชียล เน็ตเวิร์คได้อย่างแท้จริง
ตลาดระดับสูงนี้เรียกได้ว่าขาดแคลนมากๆ ผมยังคุยกันเล่นๆเลยว่าผมลาออกไปเป็นคณบดีให้มั้ย ก็แซวกันเล่นๆไป แต่เหมือนแกจะเอาจริง !
อยากให้คุณผู้อ่านของผมเตรียมตัวไว้นะครับ อีก 2-3 ปีหลังจากนี้ การปูพรมเทคโนโลยีสื่อสาร 3จี และ 4จี รวมถึงเทคโนโลยี ทีวีดิจิทัล (DVB T2) ทั้งหมดนี้ไม่เกิน 5 ปี เมืองไทยก็คงจะเปลี่ยนโฉมไปสู่ยุคดิจิทัล อย่างแท้จริง
เมื่อถึงตรงนั้นองค์กรที่ปรับได้ก็จะอยู่รอด และพัฒนาตัวเองเข้าสู่ตลาดดิจิทัลได้ ก็ฝากไว้ตรงนี้ล่วงหน้ากันห้าปีเลยครับ สำหรับสถาบันการศึกษาของเมืองไทย ลองเชื่อมโยงภาคเอกชนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยดูครับ ผมเชื่อว่ามืออาชีพหลายๆท่าน ก็ยินดีที่จะร่วมมือร่วมใจ อย่างน้อยก็ผมคนนี้ละครับ