ยุทธการเดินเท้าไปสภาของ ปชป. เมื่อ 7 สิงหา คงได้มีการสรุปบทเรียนว่า พรรคการเมืองที่เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา
จะเอายังไงกับยุทธศาสตร์ 2 ขา? จะเดินขาครึ่ง หรือเต็มสองขาก็ว่ามา
ทำนองเดียวกัน "นายทหารเก่า" กับ "อดีตแนวร่วมพันธมิตรฯ" ก็ต้องสรุปบทเรียนเช่นกัน
การเปิดเพลง "กังนัมสไตล์" ให้ลุงป้าเต้นกันกลางลานปูนตอนแดดเริงแรง เพื่อลดความรุ่มร้อนในใจที่อยากไปหน้าสภา แต่แกนนำกลับสั่งให้รอ..ไม่ใช่การบริหารจัดการม็อบที่ดีแต่อย่างใด
แต่จะทำยังไงได้ เมื่อมวลชนมีจำนวนไม่มากพอ ที่จะกระทำการใหญ่ได้ และดูแววตาของแกนนำบนเวทีวันนั้น แสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเกรงว่าจะเอามวลชนไม่อยู่
เอาเข้าจริง การนัดชุมนุมใหญ่ของ "คณะเสนาธิการร่วม กองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ" หรือ "องค์การพิทักษ์สยาม" ภาค 2 ก็ยังฝังใจจำกับคำว่า "ม็อบแดดเดียว" เมื่อปลายปีที่แล้ว
จึงตั้งชื่อใหม่ให้ใหญ่โต หมายมั่นจะทำศึกล้างตากันอีกหน และบอกกับสังคมว่า "การชุมนุมต่อต้าน ทักษิณไม่ได้ตายไปกับ เสธ.อ้าย" เพียงแต่รอเวลาสุกงอมขึ้นมากอีกครั้ง
พวกเขาเปิดตัวกันเอิกเกริก มีเป้าหมายคือ "โค่นระบอบทักษิณ เพื่ออภิวัฒน์ประเทศไทย" ด้วย ยุทธศาสตร์ที่อ้างว่าจะเป็นการรบที่ไร้ร่องรอย "จริงคือลวง ลวงคือจริง และจริงก็คือจริง ลวงก็คือลวง"
แต่พอถึงวันนัดหมายจริง คนมาร่วมกลับน้อยกว่า "ม็อบ เสธ.อ้าย" และน้อยกว่าการชุมนุมของขบวนการหน้ากากขาวที่เซ็นทรัลเวิล์ด
เฉพาะวันดีเดย์ 7 สิงหา มีมวลชนเดินทางมาร่วมชุมนุมเพียงหลักพัน จึงทำให้คณะนายทหารเก่า ต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ ตัดสินใจไม่เคลื่อนขบวน เพราะสุ่มเสี่ยงเกินไป
จะว่าไปแล้ว คีย์แมนตัวจริงที่ขับเคลื่อน "ม็อบ เสธ.อ้าย" ภาค 2 ไม่ใช่ทหารเก่าแถวสนามม้า แต่เป็น พิเชฐ พัฒนโชติ อดีตรองประธาน ส.ว. และเป็นคนสนิท พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร
ไทกร พลสุวรรณ แกนนำอีสานกู้ชาติ ก็ถูก "พิเชฐ" ดึงมาช่วยงานตั้งแต่ม็อบ เสธ.อ้าย ภาคแรก "ไทกร" มีข้อเด่นเป็นนักอธิบายความ และเข้ากับนักข่าวภาคสนามได้ดี
นอกจากนั้น ยังมีผู้ปฏิบัติงานหลักก็มีอยู่ 2 คนคือ ทศพล แก้วทิมา แกนนำคนเสื้อเหลืองราชบุรี และเป็นกรรมการพรรคการเมืองใหม่ และ สุทิน ธราทิน เอ็นจีโอสายชุมชนเมือง และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่
"ทศพล-สุทิน" เป็นคนริเริ่มก่อตั้งกองทัพประชาชนฯ โดยมีเป้าหมายไปช่วงชิง "พลังหน้ากากขาว" มาเป็นมวลชนพื้นฐาน จึงสนับสนุนให้เกิดหน้ากากหนุมาน และกลายมาเป็น "กองกำลังอาสาพิทักษ์ชาติ" ในปัจจุบัน
ด้วยข้อจำกัดของคนทำงาน ทำให้ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน และทีมงานช่อง 13 สยามไท ได้เข้ามามีบทบาทคุมเวที ซึ่งกลายเป็น "จุดอ่อน" ของการปราศรัยหน้าเวทีไปโดยปริยาย
ผ่านพ้น 7 สิงหาไป คณะเสนาธิการร่วม เริ่มยอมรับข้ออ่อนในการจัดการชุมนุม และพยายามเรียกร้องขอความช่วยเหลือไปยังฝ่ายอื่นๆ อาทิ กองทัพธรรม ได้ส่งฝ่ายพลาธิการมาทำโรงครัวให้ผู้ชุมนุม
นัยว่าแนวทางของกองทัพประชาชนฯเฉพาะหน้า ยังจะเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ ดั่งคำกล่าวของ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ ที่ว่า พวกเราจะรวมตัวกันเพื่อชัยชนะ พลังเช่นนี้เราจะไม่ฉกฉวยหรือฉาบฉวยเอาไปใช้ให้สูญเปล่าอย่างแน่นอน เราจะไม่เร่งรีบ ไม่ท้อถอย
นั่นหมายถึงการเดินเกมแตกหัก ขณะที่มีมวลชนเพียงหยิบมือเดียว พวกเขาจะไม่ทำเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด









