เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา การประมูลราคาเหล้าองุ่น หรือไวน์ในนครลอนดอนมีผลให้เกิดความสนใจทั้งนอกและในวงการไวน์ไม่น้อย
ไวน์ที่เป็นยอดแห่งความสนใจ ได้แก่ ไวน์ฝรั่งเศสจากย่านบอร์โดซ์ ของค่ายเปตรุส 1998 ซึ่งได้ราคาขวดละเกือบ 3,460 ดอลลาร์ หรือกว่า 1 แสนบาท นั่นหมายความว่า ถ้านักรินไวน์ใจถึงรินไวน์นั้นได้เพียง 4 แก้วแทนที่จะเป็น 8 แก้วจากขวดขนาด 0.75 ลิตร ไวน์จะได้ราคาแก้วละกว่า 25,000 บาท ซึ่งอาจคิดเป็นจิบได้จิบละนับพันบาท ราคาขนาดนั้นทำให้คอไวน์หลายคนบ่นว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสชาติของมันแน่ คงด้วยเหตุนี้ การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นตามมาอย่างกว้างขวางจึงมีบางส่วนดูคล้ายจะเอนไปในทางองุ่นเปรียวมะนาวหวาน
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ภูมิอากาศมีบทบาทสูงยิ่งในด้านฐานของการทำไวน์ นอกจากภูมิอากาศโดยทั่วไปในแต่ละย่านจะมีความสำคัญยิ่งแล้ว ความแปรปรวนของอากาศภายในแต่ละฤดูกาลที่องุ่นผลิตดอกออกผลก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากันด้วย ภูมิอากาศในย่านบอร์โดส์ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสเหมาะสำหรับปลูกองุ่นเพื่อนำมาทำไวน์ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมานาน ไวน์จากย่านนั้นส่วนหนึ่งจึงได้ราคาสูงกว่าไวน์จากหลายภาคของโลก ในฤดูผลิตองุ่นของปี ค.ศ. 1998 อากาศแปรปรวนไปมากจากภาวะปกติ นั่นคือ เดือนมีนาคมร้อนมาก ตามด้วยเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่มีทั้งฝนตกชุกและหนาวเย็นเป็นพิเศษ อากาศของเดือนมิถุนายนแปรปรวนบ่อยมากแบบแทบหัวหมุน ตามด้วยเดือนกรกฎาคมที่ฟ้าคลื้มและเย็นกว่าธรรมดา จบลงด้วยเดือนสิงหาคมที่ร้อนแบบแทบตับจะแตก องุ่นของปีนั้นจึงมีลักษณะพิเศษซึ่งผู้ทำไวน์ของค่ายเปตรุสใช้ทำไวน์ที่ได้คะแนนสูงถึง 98 ใน 100 จากนักชิมไวน์ชื่อดัง โรเบิร์ต พาร์เกอร์
นักวิจารณ์ว่ากันว่า จริงอยู่ไวน์ที่ผลิตในย่านบอร์โดส์มีคุณภาพพื้นฐานอยู่ในขั้นดี แต่มันมิได้มีความเหนือชั้นกว่าไวน์ดีๆ ของอิตาลี ออสเตรเลียและมลรัฐแคลิฟอร์เนียถึง 20-30 เท่า การที่ไวน์ของค่ายดังๆ เช่น เปตรุส ละทูร์ และละฟีต-ลอธชิลด์ได้ราคาสูงเป็นพิเศษก็เพราะชื่อเสียงของค่ายซึ่งผู้ซื้อต้องการใช้สร้างความประทับใจอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจเพื่อใช้โน้มน้าวใจของใครสักคน อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้ราคาของไวน์ในย่านดังกล่าวเพิ่มขึ้นไปถึงขนาดนั้นเพราะความจำกัดของพื้นที่ทำให้แต่ละปีผลิตออกมาได้ไม่มาก ในขณะที่จำนวนมหาเศรษฐีคอไวน์เพิ่มขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ การที่โลกมีมหาเศรษฐีคอไวน์เพิ่มขึ้นจึงต่างกับการมีเศรษฐีที่นิยมบริโภคอย่างอื่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เนื่องจากการประมูลราคาเมื่อเดือนกรกฎาคมมิได้เปิดเผยข้อมูลออกมาว่าผู้ชนะเป็นใคร จึงมีผู้สงสัยว่าน่าจะเป็นมหาเศรษฐีจีน ทั้งนี้ เพราะในช่วงหลังๆ นี้มหาเศรษฐีจีนมักนิยมซื้อไวน์ในราคาสูงมาก ตัวอย่างที่มักถูกอ้างถึงบ่อยๆ ได้แก่ ชาวจีนประมูลได้ไวน์ราคาสูงเป็นประวัติการณ์จากการประมูลในฮ่องกงเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เขายอมจ่ายในราคาขวดละ 2.33 แสนดอลลาร์ หรือกว่า 7 ล้านบาท ไวน์นั้นเป็นของค่ายละฟีต-ลอธชิลด์ที่ผลิตในปี ค.ศ. 1869
การที่มหาเศรษฐีจีนแสดงความร่ำรวยด้วยการซื้อไวน์ในราคาที่แทบไม่มีใครกล้าซื้อนั้นอาจวิจารณ์ได้จากหลายแง่มุม จากมุมมองของการใช้เงิน อาจมองได้ว่ามันเป็นความฟุ่มเฟือยเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็มองได้ว่า มันมิได้สร้างปัญหาอะไรหากเงินนั้นได้มาด้วยความสุจริต นอกจากนั้น มันยังมีข้อดีในแง่ที่เป็นการทำเงินให้หมุนเวียนออกไปส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวโดยไม่สร้างปัญหาตามมาถ้าผู้ซื้อไปไม่ดื่มไวน์จนเมามายและสร้างความเสียหายขึ้น
ความนิยมดื่มไวน์ในชั้นดังกล่าวของชาวจีนต่างกับความนิยมบริโภค หรือการใช้ทรัพยากรอีกหลายอย่างรวมทั้งหูฉลาม อุ้งตีนหมีและรังนกนางแอ่นซึ่งเพิ่มขึ้นพร้อมกับความมั่งคั่ง ดังเป็นที่ทราบกันดี การบริโภคสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบในทางลบสูงมาก อย่างไรก็ตาม เรื่องความนิยมใช้ทรัพยากรบางอย่างที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษพร้อมกับความมั่งคั่งและมีผลกระทบทางลบสูงมิได้จำกัดอยู่ในหมู่สัตว์ป่า หรือชาวจีนเท่านั้น มันยังครอบคลุมไปถึงพืช เพชรพลอยและชนชาติอื่นอีกด้วย อาทิเช่น ไม้พยุงกำลังจะหมดไปจากป่าเพราะชาวเอเชียหลายชาตินิยมความสวยงามและความคงทนของมัน การทำเหมืองเพชรพลอยเถื่อนในแอฟริกานำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อมพร้อมๆ กับการใช้แรงงานเด็กและการฆ่าฟันกันของชนต่างกลุ่มเพราะชาวโลกนิยมเครื่องประดับจำพวกนั้น แรดกำลังจะสูญพันธุ์ไปจากที่อยู่อาศัยในธรรมชาติส่วนหนึ่งเพราะชาวอาหรับในบางประเทศนิยมใช้นอของมันทำด้ามกระบี่ที่ใช้แสดงความมีฐานะ เป็นต้น
เรื่องมุมมองของการใช้ทรัพยากรที่สะท้อนการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งนั้นอันที่จริงอาจขยายต่อไปให้ครอบคลุมถึงการสร้างสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งจำพวกอนุสาวรีย์ที่มีผลพวงสูงด้วยไม่ว่าจะเป็นมหาเจดีย์ในพุกาม นครวัดในเขมร หรือพีระมิดในอียิปต์ แม้การสร้างสิ่งเหล่านั้นจะมีผลดีในปัจจุบันในด้านการท่องเที่ยว แต่หากมองให้ลึกลงไป การใช้ทรัพยากรเพื่อสร้างพวกมันขึ้นมามีผลในด้านการทำลายไม่ว่าจะเป็นในด้านการใช้แรงงานทาสหรือการใช้วัสดุจากธรรมชาติก็ตาม การทำลายนำไปสู่การล่มสลายของอารยธรรมพุกาม เขมรและอียิปต์โบราณ
ฉะนั้น มันจึงต่างอย่างมีนัยสำคัญกับการนิยมดื่มไวน์ในราคาขวดละกว่าแสนบาท






