ความเปลี่ยนแปลง ชนบท ในสังคมไทย : บนความเคลื่อนไหวสู่ประชาธิปไตย (1)

ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยทวีความซับซ้อนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม
กรอบความเข้าใจที่เคยใช้เข้าใจสังคมไทยมาเนิ่นนานไม่สามารถที่จะสืบทอดพลังในการอธิบายได้อย่างเดิมต่อไป ความไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงในสังคมจึงได้นำมาสู่ความขัดแย้งและปัญหาทางสังคมหลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย
หากพิจารณาถึงสภาวะของสังคมโดยรวมในวันนี้ กล่าวได้ว่าสังคมตกอยู่ในสภาวะที่มีการเคลื่อนย้ายทางสังคมสูงมาก (Social High Mobility) ซึ่งการเคลื่อนย้ายทางสังคมที่สูงมากขึ้นนี้เกิดขึ้นในสังคมที่รู้ไม่เท่าทันความเปลี่ยนแปลงจึงก่อให้เกิดความตึงเครียดที่สูงมาก (High Tension) ขึ้นตามไปด้วย พร้อมกันนั้น ในสังคมที่อยู่ในสภาวะเช่นนี้ก่อให้กลายเป็นสังคมที่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจต่างๆ สูง (High on Emotion)
ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงอันนำมาซึ่งความขัดแย้งหลายมิติและหลายระดับของสังคมไทย ความตื่นตระหนกและความตระหนักในพลังของความเปลี่ยนแปลงได้ทำให้คนหลายกลุ่มในสังคมไทยพยายามที่จะเข้าใจให้มากขึ้นต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น กล่าวได้ว่าการเกิดขึ้นและขยายตัวของความปรารถนาที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงสังคมที่เกิดขึ้นนี้เป็นส่วนสำคัญของศักยภาพสังคมไทยที่จะส่งผลให้การปรับตัวของสังคมไทยน่าจะเป็นไปได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าสังคมอื่นบางสังคม
ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในปริมณฑลการเมืองไทยไม่มีคนกลุ่มใดสามารถครอบงำอำนาจทางการเมืองไว้ในมืออย่างเด็ดขาดอีกต่อไป แต่คนหลากหลายกลุ่มได้เข้ามามีส่วนในการต่อสู้และต่อรองทางการเมืองโดยแสดงออกในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งด้านหนึ่งแม้ว่าจะเป็นภาพสะท้อนว่าสังคมไทยมีความหลากหลายและกระจายอำนาจมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง กระบวนการเปลี่ยนไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของไทยกลับเต็มไปด้วยปัญหาและความขัดแย้งนานัปการ ระบอบประชาธิปไตยของไทยจึงยังไม่เข้มแข็งและยังไม่มีเสถียรภาพเท่าที่ควร
การหาทางออกให้แก่กระบวนการไปสู่ประชาธิปไตยนั้นจำเป็นต้องมีความรู้อย่างชัดเจนว่าประชาธิปไตยของไทยได้คลี่คลายเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด มีเงื่อนไขแวดล้อมหรือบริบททางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และบริบทเหล่านั้นส่งผลต่อการคลี่คลายเปลี่ยนแปลงของประชาธิปไตยอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา เพื่อที่จะเข้าใจได้ว่าปัจจุบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยมีปัญหาอย่างไรบ้าง ความเข้าใจที่ชัดเจนในเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่สลับซับซ้อนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันระบอบการเมืองของไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในอนาคต
คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยดำรงชีวิตโดยมีความสัมพันธ์อยู่กับพื้นที่ “ชนบท” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง กระบวนการเคลื่อนเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยจึงสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ “ชนบท” อย่างลึกซึ้ง แต่การศึกษาความเปลี่ยนแปลงของ “ชนบท” ที่สัมพันธ์กับกระบวนการเคลื่อนเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย (Democratization) กลับมีไม่มากนัก แม้ว่าในช่วงหลังความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2553 จะทำให้นักวิชาการสนใจที่จะอธิบายคนกลุ่มใหม่ในสังคมเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำความเข้าใจพลวัตหรือความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจในทุกมิติที่ส่งผลต่อการจัดตั้งทางสังคมในรูปลักษณะใหม่ๆ และจินตนาการหรือความคาดหวังของคนกลุ่มต่างๆ ที่มีต่อรัฐและสังคม รวมทั้งความคาดหวังของคนกลุ่มใหม่ในชนบทของสังคมไทย
การศึกษาเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม “ชนบท” และการเคลื่อนเข้าสู่ประชาธิปไตยใน “ชนบท” เป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนในชนบทและ/หรือคนที่ยังมีความสัมพันธ์ลักษณะใดลักษณะหนึ่งกับพื้นที่ “ชนบท” นี้ เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศ และระบอบประชาธิปไตยจะก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการมีอำนาจต่อรองทางการเมืองของคนในชนบท ทั้งโดยผ่านกลไกเชิงสถาบันการเมืองและโดยผ่านการเคลื่อนไหวในลักษณะอื่นๆ ในกรอบของนิติรัฐ และบนฐานของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความหลากหลายซับซ้อน
โดยส่วนใหญ่การศึกษาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในสังคมไทย มักจะเน้นไปที่การเมืองในส่วนกลางและให้ความสำคัญแก่ชนชั้นกลางในเมือง แม้จะมีงานศึกษาภาคชนบทอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ก็มองจากมุมที่เห็นว่าคนในชนบทเป็นปัญหาของระบอบประชาธิปไตยไทย ส่วนใหญ่ของการศึกษาประชาธิปไตยในชนบทมักจะเป็นการศึกษาเชิงพฤติกรรมศาสตร์ที่วนเวียนอยู่กับพฤติกรรมการซื้อเสียงกับทัศนคติเกี่ยวกับประชาธิปไตย ซึ่งไม่ช่วยให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่มีผลต่อระบอบประชาธิปไตยของไทยอย่างรอบด้าน
กล่าวได้ว่าการศึกษาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในสังคมไทยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในลักษณะที่มีพื้นฐานความคิดในทำนองที่ว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นระเบียบการเมืองชุดหนึ่งที่มีลักษณะคงที่และเป็นอุดมคติที่สูงส่งดีงามอยู่แล้ว เป็นพันธกิจของผู้รู้ที่จะถ่ายทอด กำหนดและต้องหาทางเปลี่ยนแปลงคนที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจในอุดมคติสูงส่งของประชาธิปไตย ให้เกิดความรู้ความเข้าใจและมีพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมในทางการเมืองและในความสัมพันธ์ทางสังคมแบบประชาธิปไตย ซึ่งพื้นฐานทางความคิดเช่นนี้ก็จะส่งผลทำให้การศึกษาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในสังคมไทยไม่นำไปสู่ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เพราะมักจะมองเห็นบางส่วนเสี้ยวของพฤติกรรมของคนในชนบทที่ไม่สอดคล้องกับอุดมคติประชาธิปไตย เช่น การขายเสียง แล้วเน้นให้แก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในส่วนเสี้ยวดังกล่าวนั้น โดยไม่เข้าใจบริบททางสังคมที่มีผลต่อพฤติกรรมทางการเมืองของชาวบ้าน
แม้ว่านักมานุษยวิทยาจะได้ศึกษาการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้/ต่อรองกับอำนาจรัฐและอำนาจทุนของคนชนบทในหลากหลายด้าน เช่น การปกป้องรักษาป่าชุมชน การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์เพื่อปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การต่อสู้เมื่อเกิดนโยบายหรือโครงการของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน ฯลฯ แต่ก็เป็นการศึกษาเกี่ยวกับชาวบ้านพื้นที่ขนาดเล็ก ที่ยังไม่ช่วยให้เข้าใจภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงในชนบททั่วประเทศ
กล่าวได้ว่า การอธิบายชนบทไทยเพิ่งจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจนในทศวรรษ 2550 เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองในลักษณะใหม่ที่คนใน “ชนบท” จำนวนมากได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังและกว้างขวาง จนกลายเป็นแรงผลักดันอย่างสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความกระหายใคร่รู้ที่จะอธิบายที่มาและการจัดตั้งทางทางสังคมการเมืองของคนกลุ่มนี้ ทศวรรษ 2550 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงในการศึกษา “ชนบท” ไทย อย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะทางด้านการเมือง
ด้วยเหตุที่ความขัดแย้งทางการเมืองที่คน “ชนบท” ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังและกว้างขวางดังกล่าวนี้ ได้กระแทกอย่างรุนแรงกับภาพคนใน “ชนบท” แบบเดิมในการรับรู้ของนักวิชาการ จึงทำให้เกิดความต้องการอย่างเฉพาะเจาะจงที่จะเข้าใจคนชนบทที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น จึงส่งผลให้การศึกษาความเปลี่ยนแปลงในชนบทมักจะพุ่งเป้าไปเน้นที่คุณลักษณะของกลุ่ม "คนเสื้อแดง" มากกว่าที่จะทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ทำให้เกิด "คนเสื้อแดง" ขึ้นมา
แม้ว่าการศึกษาที่เน้นการมองหาคุณลักษณะของกลุ่มคนในชนบทที่ถูกเรียกว่ากลุ่ม “คนเสื้อแดง” จะมีประโยชน์ในแง่ที่ทำให้มองเห็นกลุ่มคนที่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองว่าประกอบด้วยคนกลุ่มใดบ้าง และอะไรเป็นสาเหตุเฉพาะหน้าหรือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเหล่านี้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง หากแต่การมุ่งค้นหาคำตอบในเรื่องเช่นนี้ กลับทำให้ขาดการวิเคราะห์บริบทของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของพื้นที่ “ชนบท” ที่มี ผลต่อความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมชนบท และทำให้คนชนบทเข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการเมืองอย่างเข้มข้น
ขอต่อคราวหน้านะครับ







