"ผมไม่อยากให้เหตุการณ์ น้ำมันรั่วลงทะเลระยองหายไปแบบคลื่นกระทบฝั่ง แต่ควรต้องนำบทเรียน
จากวิกฤติครั้งนี้มาใช้ปรับปรุงจุดอ่อนของทุกภาคส่วน"
วิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สะท้อนผ่านวงเสวนา"บทเรียน..กู้วิกฤติน้ำมันรั่วในทะเล"จัดโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม เมื่อ 3 วันก่อน
วิเชียร ย้ำว่า จากประสบการณ์การเข้าไปร่วมในการแก้ปัญหาคราบน้ำมันดิบจำนวน 50 ตันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีจีซี ที่พัดเข้าอ่าวพร้าว อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง เมื่อสัปดาห์ก่อนทำให้พบถึงจุดอ่อนจากการรับมือกับปัญหาค่อนข้างมาก
"ผมคิดว่าต้องเริ่มปรับปรุงจากแผนรับมืออุบัติเหตุฉุกเฉินน้ำมันรั่วในทะเล เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับการป้องกันน้อย แต่จะเน้นที่การซักซ้อมแผนขจัดมลพิษมาก"
เขาย้ำว่า แต่ก็สวนทางกับภาพที่ปรากฏออกสื่อ ซึ่งยังเกิดคำถามอยู่ เช่น บลูมล้อมน้ำมันเรามีเท่าไหร่กันแน่ มีแค่ 200 เมตรหรือ ดังนั้นต่อไปแผนจะต้องมาพูดให้ชัดว่าอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือคงต้องมีพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด มีให้เพียงพอสำหรับเหตุการณ์ทั้งใกล้ชายฝั่ง กลางทะเล ทั้งนี้ยอมรับว่าอาจจะเป็นการลงทุนที่สูงเหมือนกับซื้อประกันแต่ก็คงไม่อยากให้ตัวเองเจ็บป่วย
"การซ้อมรับมือต้องไม่ใช่แค่หน้าคลื่นลมสงบเท่านั้น นอกจากนี้หน่วยปฏิบัติ และคนเกี่ยวข้องในแผนต้องมาทบทวนกันทั้งหมดว่าบทบาทหน้าที่ตัวเองคืออะไร การประสานงานกันที่ต้องรวดเร็วและมีความพร้อมในเรื่องข้อมูลการประเมินสถานการณ์ นอกจากนี้ หน่วยราชการอาจต้องทบทวนการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นด้วย"
ในวงเสวนายังเห็นตรงกันว่าเหตุการณ์นี้ยังย้ำให้เห็น "จุดอ่อน"ว่าสังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจกับพิษภัยของสารเคมี แม้เชิงบวกจะเห็นถึงการทำหน้าที่จิตอาสาเพื่อกอบกู้คราบน้ำมันดิบจนขาดการป้องกันตัวเองไม่ให้ได้รับอันตรายจากสารเคมีในน้ำมัน
เช่นเดียวกับกระแสตื่นกลัวการบริโภคอาหารทะเล จนกระทั่งนายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีทส.ต้องเป็นทัพหน้าออกโรงกินปูโชว์สื่อ เพื่อหวังเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
กระนั้นก็ตาม วิเชียร ย้ำว่าเหตุการณ์นี้ยังต้องประเมินผลกระทบทั้งคุณ ภาพน้ำทะเล คุณภาพอากาศ สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ทางทะเลระยะยาวอีก 1 ปี และคงเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสามารถใช้ประโยชน์ที่อ่าวพร้าวได้แล้ว
หายนะจากน้ำมันรั่วในทะเลตะวันออกครั้งนี้ จึงน่าจะมีประโยชน์สำหรับอนาคต ..หากจะหยิบบทเรียนมาใช้ ไม่ให้วิกฤติหายไปแบบคลื่นกระทบฝั่ง...






