นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกแถลงทางโทรทัศน์
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเสนอแนวคิดในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง นัยว่าเพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติ ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด ไม่ว่าจะเรียกคณะกรรมการชุดนี้ว่าอะไร แต่เสียงตอบรับจาก "ภาคส่วนอื่น" ที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ มีทั้งที่เห็นด้วยและต้องการเข้ามาร่วมเพื่อแก้ปัญหาของบ้านเมือง กับอีกส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธทันทีตั้งแต่นายกรัฐมนตรีแถลงเสร็จสิ้นทางสถานีโทรทัศน์
หากติดตามการเคลื่อนไหวของคนในรัฐบาล ที่เดินทางไปเชิญบุคคลที่จะเข้ามามีส่วนร่วม อาทิ นายอุกฤษ มงคลนาวิน นายอุทัย พิมพ์ใจชน รวมทั้งมีชื่อของ นายบรรหาร ศิลปอาชา รวมอยู่ด้วย และน่าจะมีบุคคลอื่นอีกหลายคนที่จะถูกทาบทามให้เข้ามาร่วม ซึ่งจากการฟังคำสัมภาษณ์ของนายอุกฤษและนายอุทัย ก็จะเห็นได้ว่า มองไม่ต่างกันมากนัก ถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น และแสดงความเป็นห่วงในสถานการณ์ขณะนี้ และที่เหมือนกันอีกหนึ่งประเด็น คือ ทุกคนเบื่อความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในขณะนี้เต็มที
อันที่จริง ความพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หรือสร้างความปรองดองให้กับคนในชาตินั้น ได้ทำกันมานานหลายปี มีการตั้งคณะกรรมการหลายชุด และได้ข้อสรุปเสนอรัฐบาลในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งหากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว ถือว่าเป็นกระบวนการทำงานที่สูญเปล่าอย่างมาก เพราะสูญเสียทั้งงบประมาณและเวลา ในขณะที่ข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นเพียง "ข้อเสนอ" แต่ไม่ได้มีการปฏิบัติอย่างจริงจังจากรัฐบาล ซึ่งหากอ่านรายงานต่างๆ ของคณะกรรมการเหล่านี้ ก็อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยแทบจะไม่มี "ปัญหา" ที่ไม่เคยมีการพูดกันมาก่อนเลย
ที่น่าแปลก ก็คือ การตั้งคณะกรรมการในลักษณะนี้ขึ้นมา ก็ต่อเมื่อเริ่มมีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงเวลานั้นจะเกิดสถานการณ์อะไร เราอาจมีคณะกรรมการจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิเหมือนรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือคณะกรรมการในลักษณะเดียวกันก่อนหน้านั้น แต่เป็นบุคคลที่เข้าร่วมต่างกัน รวมทั้งมีคนเสนอตั้งสภาปฏิรูปประเทศ หรือ สภาแห่งชาติ ซึ่งไม่นับถึงการเสนอให้เป็น "วาระแห่งชาติ" ในประเด็นเดียวกันนี้ โดยประหนึ่งว่าไม่เคยเป็นปัญหามาก่อน
คำถามในขณะนี้ คือ ตั้งคณะกรรมการและได้ข้อสรุปแล้ว จะเอาอย่างไรต่อไป รัฐบาลจะเดินหน้าตามที่ได้ข้อสรุปหรือไม่ ซึ่งจากประสบการณ์ในอดีต ชี้ให้เห็นว่าผลการศึกษาของคณะกรรมการต่างๆ นั้น ไม่มีทางที่จะได้รับการปฏิบัติได้จริงหรือครบถ้วน โดยมีเหตุมาจากฝ่ายการเมืองเลือกปฏิบัติบางอย่างและไม่ปฏิบัติบางอย่าง ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ไม่จำเป็นต้องมีผลการศึกษาก็ได้ เพราะรู้อยู่แล้ว เพียงแต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของระบบราชการไทย ที่นักการเมืองรับเอาไปโดยไม่รู้ตัว คือ ชอบตั้ง "กรรมการ"
เราไม่เห็นว่า การตั้งกรรมการในลักษณะนี้ จะมีประโยชน์อะไรมากไปกว่าเป็น "พิธีกรรม" เพื่อลดความขัดแย้งหรือเพื่อแสดงให้เห็นว่านักการเมืองพยายามแก้ไข ปัญหาใหญ่ขณะนี้ คือ นักการเมืองทั้งที่อยู่ในอำนาจรัฐและนอกอำนาจรัฐ จะทำอย่างไร ไม่ใช่ปัญหาเรื่อง "ความไม่รู้" ว่า จะทำอย่างไร การแก้ปัญหาด้วยการตั้ง "กรรมการ" เพื่อมาศึกษาอาจเป็นตัวอย่างคลาสสิกของนักการเมืองและข้าราชการไทย เพราะว่าเป็นวิธีที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย นอกจากการปล่อยให้ "เวลา" เป็นเครื่องมือช่วยให้ความขัดแย้งคลี่คลาย








