ใครต่อใครบอกผมว่าเดือนสิงหาคมนี้ จะเป็นเดือนแห่งความร้อนแรงของการเมือง ผมถามว่าเหตุผลคืออะไร
เขาบอกว่าเพราะมีเรื่อง “นิรโทษกรรม” เข้าสภาและประเด็น “ความปรองดอง” กลับมาสู่เวทีการเมืองอีกรอบ
เรื่อง “นิรโทษกรรม” สร้างความปั่นป่วนทางการเมืองได้อย่างไร ในเมื่อการให้อภัยต่อกันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพื่อสังคมจะได้เดินหน้า และความผิดพลาดแต่หนหลังของแต่ละฝ่ายจะได้เป็นอดีต บ้านเมืองที่ติดหล่มมาหลายปีจะได้ลุกขึ้นก้าวเดินต่อไป
เขาบอกว่าที่เรื่อง “นิรโทษกรรม” เป็นประเด็นการเมืองที่ทำให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่นั้น เพราะมีคนสงสัยว่าเป็นการ “นิรโทษกรรม” ที่มีเรื่องแอบแฝง ไม่ใช่เป็นการให้อภัยเพราะความผิดพลาดของทั้งสองฝ่ายที่มีความเห็นไม่ตรงกันทางการเมือง แต่เป็นการเขียนกฎหมายไว้กว้างพอที่จะเปิดทางให้คนทำผิดเรื่องโกงกิน และฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญให้พ้นผิด ซึ่งจะเป็นตัวอย่างของการยอมรับความเลวร้ายของสังคม ทำให้เห็นว่าคนมีอำนาจสามารถทำอะไรก็ได้ และหาทาง “นิรโทษกรรม” ภายหลังได้เสมอ
การเมืองไทยจึงทำให้ความหมายของคำว่า “นิรโทษกรรม” ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น ก่อให้เกิดการต่อต้านที่ขยายความขัดแย้งซึ่งกลับมาหลอนคนไทยได้อีกครั้งแล้วครั้งเล่า
แล้วทำไม “ความปรองดอง” จึงกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้คนไทยต้องมานั่งทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดงอีกทั้ง ๆ ที่คำนี้มีความหมายทางบวกทั่วโลก สังคมใดที่ปัญหาของการแบ่งแยกหรือแตกต่าง จนกลายเป็นเรื่องระหองระแหงใหญ่โต ก็ต้องหาทาง “ปรองดอง” กัน
เขาตอบว่า สังคมไทยที่หมกมุ่นกับเรื่องการเมืองเรื่องส่วนตัวก็ทำให้คำว่า “ปรองดอง” ผิดเพี้ยนบิดเบือนไปจากที่ควรจะเป็นอีกนั่นแหละ
เพราะคนไทยแต่ละกลุ่มตีความคำว่า “ปรองดอง” ตามที่ตนต้องการ ซึ่งหมายความว่าอีกฝ่ายหนึ่งต้องยอมตามที่กลุ่มตนเรียกร้อง จึงจะเรียกว่า “ปรองดอง”
และพออีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมตามที่ตนต้องการ ก็จะชี้นิ้วไปทิศตรงกันข้าม กล่าวหาว่าพวกเขาไม่ยอม “ปรองดอง”
ทั้ง ๆ ที่คำว่า “ปรองดอง” ในความหมายที่แท้จริงหมายถึงการที่คู่ขัดแย้งจะต้องยอมสละความต้องการของตนไปบางส่วนเพื่อจะได้ “พบกันครึ่งทาง” จึงจะทำให้ความขัดแย้งนั้น ๆ หายไปได้
ไม่มี “ความปรองดอง” ใด ๆ จะเกิดได้หรือเป็นที่ยอมรับของอีกฝ่ายหนึ่ง หากต่างฝ่ายต่างเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่ง “ถอย” ให้กับตนเท่านั้น
และเอาเข้าจริง ๆ แล้วความ “ปรองดอง” นั้นเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการเขียนเป็นกฎหมาย บังคับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทำตามสิ่งที่เขียนไว้ในกฎหมาย เพราะการแสวงหาทางออกของสังคมที่มีความขัดแย้งนั้นมิได้เกิดจากการชิงไหวชิงพริบในเรื่องของภาษาหรือประเด็นกฎหมาย
ความปรองดองที่แท้จริง และยั่งยืนคือการยอมรับความผิดพลาดของฝ่ายตนก่อน ถามตนเองว่าได้กระทำการอันใดที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมรับไม่ได้ และเมื่อปลดล็อกทัศนคติที่เน้นแต่ “ความถูกต้อง ของตน” ได้ก่อน หันมามองว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีเหตุผลอย่างไร กระบวนการปรองดองจึงจะเกิดขึ้นได้
บรรยากาศการเมืองวันนี้คุกรุ่นและอึดอัด ก็เพราะกลุ่มการเมืองทุกฝ่ายต่างก็ตีความ “นิรโทษกรรม” และ “ความปรองดอง” ตามที่ตนต้องการเท่านั้น









