วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“คิด” เพื่อหาความเป็นที่สุด

บทบาทของผู้นำยุคปัจจุบันเด่นชัดขึ้นทุกระดับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีที่เพิ่งเริ่มต้นไปจนถึงองค์กรระดับโลกล้วนต้องอาศัยผู้นำเป็นหลัก

ในการเติบโตไปสู่ทิศทางที่ถูกที่ควร และมีเป้าหมายที่ทำให้คนในองค์กรต้องการเอาชนะให้ได้ด้วยกัน

เพราะธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมในกลุ่มคนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปจึงมีผู้นำถูกเลือกขึ้นมานำกลุ่มโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว และเมื่อสังคมซับซ้อนขึ้นจึงมีผู้นำระดับต่างๆ เกิดขึ้นมามากมาย ทั้งผู้นำชุมชน ผู้นำธุรกิจ ผู้นำอุตสาหกรรม ไปจนถึงระดับผู้นำประเทศและภูมิภาค

ยิ่งแข่งขันสูงอย่างทุกวันนี้ บทบาทผู้นำก็ยิ่งมีมากขึ้น ยิ่งความผันผวนเป็นองค์ประกอบหลักก็ยิ่งทำให้การตัดสินใจของผู้นำมีอิทธิพลต่อการชี้อนาคตขององค์กรได้ทันที การจัดสรรเวลาของผู้นำจึงถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด

แต่ปัญหาใหญ่ที่ผู้นำเกือบทุกองค์กรต้องประสบก็คือ “ไม่มีเวลา” เพราะความสับสนวุ่นวายในการบริหารงานทำให้ต้องใช้เวลาไปกับปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก รวมถึงงานประจำ งานเอกสาร ฯลฯ ทำให้ผู้นำเหลือเวลาสำหรับวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ และกำหนดวิสัยทัศน์ได้ไม่มากนัก

น่าเสียดายว่าผู้นำทุกคนล้วนต้องการเวลาสำหรับวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังประสบอยู่ รวมถึงการระดมความคิดเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อตัดสินใจรับมือปัญหาที่กำลังมาถึงได้ทันเวลา

การสำรองเวลาเป็นประจำเพื่อ “คิด” จึงถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้บริหาร ซึ่งผมแนะนำให้ใช้เวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง โดยให้เริ่มเตรียมกระดาษ ดินสอ ปากกาไว้ให้พร้อมในตอนเช้า เพื่อเขียนสิ่งที่คิดได้ทุกรูปแบบ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับงานและชีวิตประจำวันโดยไม่จำกัดรูปแบบ

สิ่งที่เขียนอาจเกี่ยวข้องกับตัวเราวันนี้ สัปดาห์นี้ หรือภายในปีนี้ก็ไม่เกี่ยง ขอเพียงให้คิดโดยไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องคิดว่าทำแบบนี้จะถูกหรือไม่ หรือจะเป็นไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องการทำ หรือทำให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้น

วิธีคิดแบบนี้จะช่วยให้เราพรั่งพรูสิ่งที่อยู่ในสมองออกมาได้ทั้งหมด ยิ่งคิดมากขึ้นจะทำให้คิดถึงกระบวนการที่จะทำให้สิ่งที่เคยคิดนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ เพราะยิ่งความคิดตกผลึกเท่าไรก็จะยิ่งคิดถึงความเป็นไปได้มากขึ้นและตัดความคิดที่เป็นไปไม่ได้ออกไปเองทีละน้อย

ทักษะการคิดแบบนี้จะช่วยให้สกัดหาความคิดที่เป็น “ที่สุด” ของตัวเราได้ และทำให้วางแผนรับมือกับเรื่องต่างๆ ทั้งชีวิตประจำวันและหน้าที่การงานได้ดีขึ้นโดยไม่หลงไปกับเรื่องที่เป็นกระแสอยู่ในสังคมปัจจุบันที่อาจทำให้ไขว้เขวได้ง่าย

ยกตัวอย่างเช่นปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ หรือเงินเดือนระดับปริญญาตรีที่ 15,000 บาทก็ทำให้สังคมหันไปมุ่งเน้นเรื่องบริโภคนิยมมากขึ้น หรือเน้นเรื่องวุฒิกันเป็นหลักจนอาจมองข้ามเรื่องอื่นๆ เช่นประสบการณ์และความสามารถไป ซึ่งคนที่มองทะลุปัญหาดังกล่าวก็ย่อมได้เปรียบและยังคงก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงกว่า

การฝึกทักษะการคิด ยังช่วยให้จัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละอย่างได้มากขึ้นด้วย เพราะงานที่ส่งผลต่อตัวเองหรือต่อองค์กรสูงสุดก็ควรให้ความสำคัญมากสุด ไม่ใช่ให้เวลากับแต่ละงานเท่าๆ กันแล้วเน้นทำให้มากที่สุด ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้เลย