จังหวะการประกาศเชิญทุกฝ่ายร่วมโต๊ะพูดคุยเพื่อนำไปสู่การ ปฏิรูปการเมือง ของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ย่อมเป็นประเด็นวิเคราะห์ของคนทุกฝ่ายอย่างน่าสนใจยิ่ง
เพราะเกิดขึ้นสองวันก่อนการประกาศชุมนุมของฝ่ายคัดค้านรัฐบาล และการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของบรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองในช่วงนี้
มองในแง่ดี นี่คือความพยายามของผู้นำทางการเมืองของรัฐบาลที่จะลดอุณหภูมิที่ทำท่าจะร้อนแรง และหากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายตามที่นายกฯประกาศ ก็อาจจะนำไปสู่กระบวนการพูดคุยเพื่อความปรองดองแห่งชาติ
มองในแง่ความรู้สึกของคนที่มีความสงสัยในใจเป็นเดิมพันอยู่แล้ว, คำเรียกร้องออกทีวีของนายกฯเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาก็อาจจะเป็นเพียงการลดความเข้มข้นของฝ่ายเรียกชุมนุมวันที่ 4 สิงหาคมเท่านั้น
เพราะการเรียกร้องให้มีความปรองดอง และการจัดให้พูดคุยกันที่เรียกว่า “เสวนา” ในรูปแบบต่าง ๆ ของรัฐบาลและคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งมาหลายชุดนั้นเคยทำมาแล้ว แต่ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนไปใกล้เป้าหมายได้ ตรงกันข้าม ในเวทีพูดคุยเหล่านั้น บ่อยครั้งก็ยิ่งทำให้เกิดความระแวงคลางแคลงกันมากขึ้น เพราะผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปจัดเวทีต่าง ๆ เหล่านั้นถูกมองว่าเป็นคนของฝ่ายรัฐบาลหรือที่เกี่ยวพันกับรัฐบาลอยู่ ไม่ “เป็นกลาง” อย่างแท้จริง คนที่เชิญไปจึงเป็นคนที่อยู่ข้างเดียวกันอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นตัวแทนของ “ความหลากหลายทางความคิด” ตามเป้าประสงค์ที่ประกาศอย่างเป็นทางการ
ขณะที่ผมเขียนคอลัมน์นี้อยู่ยังไม่ได้รับทราบปฏิกิริยาของคนกลุ่มต่าง ๆ ที่นายกฯประกาศว่าจะเชิญมาร่วมสนทนาในสัปดาห์นี้ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง, เสื้อเหลือง, เสื้อฟ้า, เสื้อหลากสี, นักวิชาการ, และนักธุรกิจทุกวงการ
และยังไม่ทราบว่าการชุมนุมวันที่ 4 สิงหาคม (เมื่อวานนี้) มีวิวัฒนาการทั้งวันอย่างไร และการประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคงก่อนหน้ามีการรวมตัวของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนั้นจะถือว่าเป็นการสะกัดกั้นกิจกรรมของฝ่ายชุมนุมหรือเป็นการ “ป้องกันเหตุร้าย” อย่างที่เป็นเหตุผลของการทางการกันแน่
ในหลักการแล้ว การที่ผู้นำประเทศประกาศเชิญชวนทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้งกันมานั่งถกแถลงเพื่อ “ออกแบบ” กระบวนการประชาธิปไตยของประเทศย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรจะทำมานานแล้ว
และแน่นอน สำหรับการหาทางให้ประเทศไทยออกจากหล่มที่ติดมาหลายปีนั้นย่อมไม่มีคำว่า "สายเกินไป"
แต่จุดเริ่มต้นของการจะเดินหน้าไปสู่การปรองดองอยู่ที่การสร้าง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” หรือ trust เสียก่อน เพราะหากไม่เชื่อว่าเสียงเรียกร้องให้พบปะแลกเปลี่ยนกันมาจากฝ่ายที่จริงจังและจริงใจจริง ๆ เสียแล้ว, การขับเคลื่อนไปข้างหน้าก็เกิดขึ้นไม่ได้
อีกทั้งการประกาศให้พบปะกันอย่างเอิกเกริกโดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ และเกิดขึ้นท่ามกลางแสงเสียงสว่างจ้าเช่นนี้ย่อมจะมีอุปสรรคในแง่ของการที่ฝ่ายต่าง ๆ จะไม่แสดงออกถึงความพร้อมที่จะลดหย่อนเงื่อนไขและจุดยืนดั้งเดิมของตน
เพราะการ “พักรบ” หรือ “สัญญาสงบศึก” ในประวัติศาสตร์ทุกครั้งนั้นต้องเริ่มด้วยการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ แลกเปลี่ยนเงื่อนไขด้วยการพร้อมที่จะถอยคนละก้าวโดยไม่ให้เสียหลักการสำคัญของแต่ละฝ่าย
และเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดในอันที่จะบรรลุเป้าหมายของความปรองดองนั้น ก้าวแรกจะต้องสร้างความเชื่อให้กับทุกฝ่ายเสียก่อนว่า “กรรมการ” จะต้องเป็นกลาง, ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและตัดสินอย่างมืออาชีพตามมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
ในกรณีนี้ย่อมหมายความว่ารัฐบาลที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันจะต้องแสดงตนเป็น “กรรมการ” ที่เป็นกลาง และพร้อมจะลดเงื่อนไขฝ่ายผู้มีอำนาจในอันที่จะเชื้อชวนให้ฝ่ายอื่น ๆ “ถอยกันคนละก้าว” ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตัวอย่างเล็ก ๆ ที่เป็นรูปธรรมที่สุดในจังหวะนี้ของการแสดงความจริงใจที่จะสร้างบรรยากาศที่จะนำไปสู่การพูดจาแลกเปลี่ยนเพื่อเป็นก้าวแรกของการสร้างความปรองดองอาจจะคือการที่พรรครัฐบาล ระงับการเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมและเชิญชวนให้ฝ่ายต่าง ๆ ในสังคมได้ร่วมกันถกแถลงว่าการที่จะ “เรียนรู้จากอดีต” และ “เริ่มต้นกันใหม่อย่างสร้างสรรค์” นั้นควรจะ “นิรโทษกรรม” ใครด้วยเหตุผลอันใด และจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้อย่างไร
นอกจากนี้ ทุกฝ่ายในความขัดแย้งก็สามารถจะยกเอาหัวข้อที่เห็นต่างกันเพื่อวางบนโต๊ะและเริ่มการ “สนทนาระดับชาติ” ด้วยการประกาศว่าฝ่ายตนจะถอยได้อย่างไร แทนที่จะเรียกร้องว่าอีกฝ่ายหนึ่งต้องถอยให้ก่อน
ความปรองดองที่แท้จริงต้องเริ่มที่ผู้มีอำนาจต้องเสียสละก่อนเสมอ






