การชุมนุมของกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ซึ่งเริ่มขึ้นเป็นวันแรกวานนี้(4 ส.ค.) ท่ามกลางความวิตก
ว่าการเมืองไทยจะเข้าสู่ช่วงร้อนแรงอีกครั้ง แม้ว่าที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าความขัดแย้งไม่น่าจะมีอะไรมากที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ แต่ความไม่พอใจของผู้คนจำนวนหนึ่งที่เข้ามาร่วมชุมนุมย่อมสะท้อนให้เห็นว่ายังมีคนในสังคมอีกจำนวนมากที่ไม่พอใจรัฐบาล ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การชุมนุมที่เกิดขึ้นย่อมสะท้อนให้เห็นว่าความพยายามสร้างความสมานฉันท์ของรัฐบาลในวันแถลงนโยบายนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
แน่นอนว่าความไม่พอใจในรัฐบาลนั้นย่อมเกิดขึ้นได้ในทุกรัฐบาล เพราะระบบการเมืองที่มีการวัดผลชนะหรือแพ้ด้วยการลงลงคะแนน ย่อมทำให้ผู้สนับสนุนทางการเมืองมีอารมณ์ความรู้จากผลการเลือกตั้ง แต่การชุมนุมในครั้งนี้เป็นกระแสความไม่พอใจตั้งแต่ความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ซึ่งต่างจากความไม่พอใจอันเนื่องมาจากผลการเลือกตั้ง เหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ และถือว่าเป็นความไม่พอใจต่อเนื่องยาวนาน ดังนั้นการแก้ปัญหาก็ต้องทำอย่างต่อเนื่องและทำกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจอยู่ในใจของผู้คนมานาน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่คำเชิญตั้งคณะกรรมการสร้างความสมานฉันท์ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะได้รับการปฏิเสธมาทันที ยิ่งกว่านั้นยังถูกประณามเหยียดหยามด้วยซ้ำไป เพราะคนที่ถูกเชิญเข้ามาร่วมและเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลมองด้วยความหวาดระแวง ดังนั้นจึงมีคำพูดที่ว่าเป็นการซื้อเวลาบ้าง หรือ เป็นวิธีการที่ไม่ได้แสดงความจริงใจบ้าง ซึ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าเหตุใดในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ดำเนินการ ทั้งๆ ที่มีข้อเสนอแนะมากมายให้ดำเนินการแก้ความขัดแย้ง
ขณะนี้จึงเป็นเรื่องที่ประเมินยากว่าสถานการณ์การชุมนุมในครั้งนี้จะสิ้นสุดลงอย่างไร การชุมนุมจะจบลงอย่างที่คนในรัฐบาลประเมินหรือไม่ว่าจะไม่มีการชุมนุมยืดเยื้อ หรือว่าการชุมนุมอาจบานปลายออกไป จนไม่อาจควบคุมสถานการณ์เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่สิ่งที่น่าวิตกยิ่งกว่าการชุมนุมของคนที่ไม่พอใจรัฐบาลคือคนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ โดยเฉพาะท่าทีการแสดงออกนั้นส่อให้เห็นว่ามีลักษณะยั่วยุให้เกิดความไม่พอใจมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคำว่าม็อบรับจ้าง หรือพวกอกหักจากการแต่งตั้งโยกย้ายหรืออยากให้มีการเปลี่ยนรัฐบาล
หากย้อนกลับไปในการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าไม่ว่าฝ่ายไหนจะเป็นรัฐบาล ก็มักจะมีมุมมองเช่นนี้ต่อการชุมนุมเสมอ แม้ว่าคนพูดจะต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ชุมนุม แต่ในอีกด้าน คำพูดยั่วยุในลักษณะดังกล่าวอาจกระตุ้นให้เกิดการชุมนุมที่รุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้น หากเราต้องการให้การชุมนุมอยู่ในกรอบกติกาของกฎหมาย ทุกคนก็ต้องมองการชุมนุมที่สามารถดำเนินการได้ตามสิทธิทางการเมือง และต้องมองด้วยความเคารพสิทธินั้น หาใช่ความคิดที่ว่าตัวเองเท่านั้นที่มีสิทธิ แต่คนอื่นไม่มีและเป็นพวกละเมิดสิทธิ
เราเห็นว่ารัฐบาลต้องตั้งสติอย่างมากในการแก้ปัญหาการชุมนุมในครั้งนี้และอย่าประเมินว่าตัวเองมีอำนาจรัฐอยู่ในมือก็จะสามารถป้องกันได้ คนในรัฐบาลต้องไม่ยั่วยุทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามก็ต้องรับฟังว่าผู้ชุมนุมต้องการอะไรกันแน่ และปัญหาของเขาคืออะไร ซึ่งหากรัฐบาลสามารถตั้งหลักได้ เราก็เชื่อว่าในโอกาสนี้จะเป็นช่วงจังหวะที่ดี เนื่องจากนายกรัฐมนตรีต้องการให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น เพียงแต่ว่านายกรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามที่พูดจริง และอย่าปล่อยเวลาให้ล่วงไปเหมือนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา









