ใครก็ไม่รู้ บัญญัติศัพท์ไว้น่าฟังว่า ค่าเหยียบแผ่นดิน ซึ่งจะแปลว่าอะไรก็ไม่ทราบ
แต่ที่แน่ๆก็คือ ฝ่ายค้าน ได้กล่าวหาว่า ในโครงการรับจำนำข้าวนั้น เมื่อโรงสี นำข้าวไปส่งมอบที่โกดัง ก็มักจะแอบ ซุกข้าวด้อยคุณภาพ เข้าไปด้วย จึงต้องจ่ายค่าปิดปากให้ที่โกดัง เรียกกันว่า ”ค่าเหยียบแผ่นดิน”
สองสัปดาห์ก่อน ผมก็เสีย “ค่าเหยียบแผ่นดิน” เหมือนกัน แต่เป็นการไป เหยียบแผ่นดินญี่ปุ่น และไม่มีค่าปิดปาก ตรงกันข้ามกลับเป็นการ เปิดหูเปิดตา เพื่อหาสิ่งดีงาม
เพียงวันแรกของการเดินทางสิ้นสุดลง เช้าวันรุ่งขึ้นหัวหน้าทัวร์ ก็บอกกับพวกเราว่า เมื่อคืนนี้ถูกคนขับรถชาวญี่ปุ่นต่อว่า ที่หัวหน้าทัวร์ รวบรวม “ขยะ” ของพวกเราทั้งหมดใส่ถุงใหญ่ให้เขาไปทิ้ง เขาบอกว่าเราจะต้อง “แยกขยะ” ออกเป็นสองถุง ถุงหนึ่งสำหรับขวดน้ำ อีกถุงสำหรับกระดาษ และห่อขนมต่างๆ
วันที่สอง เราเดินไปร้านไอศกรีม คนขายไอศกรีมใช้ช้อนพลาสติกเล็กๆ ตักให้เราลองลิ้มรส แล้วก็เตรียมกล่องเล็กๆ ให้ทิ้งช้อน สาวไทยคนหนึ่งไม่ทันเห็น แต่เธอเห็นถังขยะขนาดใหญ่วางอยู่ใกล้ๆ ก็ทิ้งลงไปในนั้น ซึ่งก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร แต่ปรากฏว่าคุณป้าคนขาย แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างยิ่ง ที่เห็นช้อนพลาสติกเล็กๆชิ้นหนึ่ง ถูกทิ้งผิดที่ผิดทาง ทำให้ผมสงสัยและต้องค้นคว้าหาความรู้ว่า ทำไม “ขยะ” จึงเป็นเรื่องใหญ่ในญี่ปุ่น
ประเทศญี่ปุ่น มีพื้นที่จำกัด มีประชากรมากมาย และเป็นประเทศอุตสาหกรรม ดังนั้น การกำจัดขยะและของเหลือใช้จากโรงงาน และจากบ้านเรือนต่างๆ จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และ ภาคครัวเรือน ต้องจัดระบบให้ดีและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนเป็นที่ยอมรับกันว่า ระบบการกำจัดขยะของญี่ปุ่นนั้น เป็นต้นแบบที่ดีเยี่ยม แม้กระทั่งประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างอเมริกาก็ยังต้องศึกษาวิธีการของญี่ปุ่น
การฝังขยะ เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะญี่ปุ่นไม่มีพื้นที่เพียงพอ และยังก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม นอกจากนั้น เตาเผาขยะ ที่มีอยู่มากมาย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากให้มาตั้งเตาเผาใกล้บ้านตนเอง ญี่ปุ่นจึงเน้นการบริหารขยะ ด้วยวิธี Recycle ให้ได้มากที่สุด โดยฝึกประชากร ให้รู้จักการแยกขยะอย่างถูกต้อง เริ่มด้วยการสอนเด็กนักเรียนเรื่อง “การแยกขยะ” ตั้งแต่ตัวเล็กๆเลยทีเดียว
ไม่ว่าเราจะผ่านไปที่ไหนๆ ในญี่ปุ่น เมื่อเห็นถังขยะ ก็มักจะเห็นเรียงกันอยู่ หลายถัง แต่ต้องยอมรับว่า คนต่างชาติอย่างเราก็งงเหมือนกัน เพราะอ่านป้ายภาษาญี่ปุ่นไม่ออก หรือดูภาพไม่ค่อยเข้าใจ เช่นถ้าหากรับประทานทานไอศกรีมในถ้วยกระดาษ แต่มีช้อนตักไอศกรีมเป็นไม้เล็กๆ พร้อมกับมีถ้วยน้ำดื่มพลาสติกด้วย อย่างนี้ก็ต้องใช้เวลาในการแยกทิ้งพอสมควรทีเดียว
คนญี่ปุ่น คงหงุดหงิดกับคนต่างชาติที่แยกขยะผิดอยู่บ่อยๆ ความจริงในวันสุดท้ายของการเหยียบแผ่นดิน ผมก็ได้กล่าวขอบคุณคนขับรถชาวญี่ปุ่น ซึ่งเขากล่าวตอบว่า นี่เป็นคนไทยกลุ่มที่สอง ที่เขาให้บริการ และขอขอบคุณที่ดูแลเรื่องขยะบนรถบัส เป็นอย่างดี จากนั้นเขาก็กล่าวถึงนักท่องเที่ยวจากประเทศเอเชีย สองประเทศ ซึ่งเขาบอกว่าทำให้เขาหงุดหงิดมาก ที่ไม่ใส่ใจในเรื่องการแยกขยะ อย่างที่เขาอยากเห็น (ไม่รู้ว่าเขาจะ ขยะ-แขยง คนสองชาตินั้นไปแล้วหรือยัง)
อย่าถามผมเลยว่าเขากล่าวถึงนักท่องเที่ยวจากประเทศใด แต่ใบ้ให้ก็ได้ว่า ประเทศที่คุณเดาไว้ในใจน่ะ ถูกต้องแล้วทั้งสองประเทศเลยแหละ!
การเห็นถังขยะในประเทศญี่ปุ่นตั้งเรียงกัน 4 ถัง ถือเป็นเรื่องปกติ แต่เชื่อไหมว่าเทศบาลบางเมืองเขาแยกแยะถึงกว่า 10 ประเภท (อย่างนี้พี่ไทยไปเจอเมื่อไร มึนตึบ แน่ๆ เพราะแค่ 4 ถังยังงงเลย) ส่วนการห่อขยะจากบ้านเรือนให้เรียบร้อยก่อนนำไปทิ้ง ก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด บ้านไหนทำแบบ “ขอไปที” ถือเป็นเรื่องเสียหน้าอย่างหนัก ส่วนขยะที่เป็นชิ้นใหญ่ เช่นโทรทัศน์ หรือ ตู้เย็น คนทิ้งก็ต้องเสียค่าบริการ และนัดหมายล่วงหน้า
ผมได้อ่าน เว็บไซต์ ของมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นที่รับนักเรียนต่างชาติ เขาเขียนคำแนะนำให้นักเรียนต่างชาติไว้อย่างละเอียดว่า เมื่อไปอยู่ที่นั่นแล้วจะต้องจัดการเรื่องขยะอย่างไร ซื้อถุงขยะได้จากที่ไหน ถุงแบบไหน ทิ้งขยะแต่ละประเภทอย่างไร ฯลฯ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมเขาจริงจังเพียงใดในเรื่องนี้
สรุปแล้ว ต่างจากบ้านเราอย่างมากมาย เพราะบ้านเรานั้น ตามหมู่บ้านจัดสรรต่างๆ ผมเคยได้ยินเพื่อนฝูงบ่นว่า เจ้าเพื่อนบ้าน “โรคจิต” บางคน ชอบเอาถุงขยะไปวางทิ้งไว้ที่ใกล้ประตูบ้านของเขา (แทนที่จะเป็นหน้าบ้านของตนเอง) ...อย่างนี้ก็มี
เสียค่า “เหยียบแผ่นดิน” ครั้งนี้ ผมได้อะไรดีๆกลับมาไม่น้อย การเดินทางเป็นครั้งคราว เป็นการเปิดหูเปิดตา และจุดประกายความคิดได้ดีเยี่ยม บางครั้ง เพียงนั่งเฉยๆบนเครื่องบิน โดยไม่มีงานประจำเข้ามารบกวน ก็ทำให้เกิดความคิดดีๆขึ้นแล้ว ดังนั้น เวลานักการเมืองและข้าราชการ เดินทางไปดูงานในประเทศต่างๆ พวกเขาก็คงจะได้ซึมซับสิ่งดีๆ กลับมาไม่น้อยเช่นกัน เพียงแต่จะนำกลับมาทำให้เกิดขึ้น ได้หรือเปล่า เท่านั้นเอง
เมื่อเราไปเหยียบแผ่นดินอื่น แล้วเกิดประโยชน์ จึงทำให้ผมคิดว่า เวลาคนต่างชาติ เขามาเหยียบแผ่นดินของเรา เขาก็น่าจะได้อะไรดีๆ ติดกลับไปเช่นกัน เช่นรอยยิ้ม หรือ อาหารอร่อยๆ กับวัฒนธรรมงดงาม ของไทยเรา ซึ่งมีไว้อวดต่างชาติ อย่างมากมาย เพียงแต่อย่าเผลอไปเหยียบแผ่นดิน....ที่ “โกดังข้าว” ก็แล้วกัน









