วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เถ้าแก่รุ่น 'ดิจิทัล' สร้างอาณาจักรด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์ค

นับตั้งแต่การเกิดของโซเชียเน็ตเวิร์คชนิดที่เป็นทางการอย่างเฟซบุ๊ค เรื่อยลำดับมาเป็นทวิตเตอร์

และหลังจากนั้นก็มีเจ้าสิ่งที่เรียกว่าโซเชียล เน็ตเวิร์คยี่ห้ออื่นๆ ออกมาอีกเป็นจำนวนมาก ที่น่าจับตามอง และคนไทยก็ใช้กันเยอะอย่างอินสตาแกรมก็น่าสนใจ ที่จะโฟกัส และทำการตลาดบนนี้กันดูครับ
ด้วยระบบนิเวศของโซเชียลเน็ตเวิร์ค กับคนรุ่นเจน วาย ลงไปนั้นทำให้เกิดสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจครับ ผมเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "เถ้าแก่ดิจิทัล" ครับ
คำจำกัดความคือ เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ อาจจะเป็นคนที่จริงจังมากๆ ถึงขั้นลาออกจากงานประจำมาทำอาชีพ เถ้าแก่ดิจิทัลอย่างเต็มตัวแล้ว หรือบางส่วนยังคงยึดอาชีพตรงนี้ไว้เป็นทางเลือกเสริมอีกอย่างสำหรับการหารายได้เพิ่มเติมให้กับตัวเองนั่นเอง
ผมกำลังพูดถึง "การค้าขายบนโซเชียล เน็ตเวิร์ค แพลทฟอร์ม" ครับคุณผู้อ่าน เขียนเรื่องการตลาดเรื่องแบรนด์มาเยอะ วันนี้ขยับลงมาสู่หัวใจสำคัญคือเรื่องการขายบ้างครับ
ในมุมมองการขายในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์คนี้ เราจะเห็นเถ้าแก่รุ่นใหม่ๆ กันเยอะเลย คนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางซื้อมา - ขายไปครับ สินค้าที่ฮิตติดอันดับต้นๆ คือ เสื้อผ้า น้ำหอม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิค มือถือ และสารพัดสิ่งที่พอจะส่งทางไปรษณีย์ หรือนัดพบเพื่อรับสินค้าชิ้นนั้นๆ ได้ครับ
ณ วันนี้กระแสของเถ้าแก่ดิจิทัลที่ค้าขายบนโซเชียล เน็ตเวิร์ค แพลทฟอร์ม ยังเป็นลักษณะกองทัพมดครับ
พูดง่ายๆ ก็คือ ยังไม่ได้ตั้งบริษัทอะไรกันเป็นเรื่องเป็นราว เรียกว่าทำกันบ้านๆ แต่เชื่อไหมครับคุณผู้อ่าน ผมสอบถามน้องคนหนึ่งที่ทำตรงนี้ อาชีพประจำคือขายเสื้อผ้าอยู่ที่ห้างแพลทตินัม แต่ว่าตอนนี้เริ่มโฟกัสที่ตลาดโซเชียลเน็ตเวิร์คแล้ว เพราะยอดขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้น มีท่าทีว่าจะแซงยอดขายที่หน้าร้านไปได้ในเวลาอันใกล้นี้แล้ว
ฟังแล้วก็น่าตกใจนะครับ ผมเคยไปที่ร้านขายเสื้อผ้าของน้องเขา ก็ไม่ใช่ร้านเล็กๆนะครับ มีพื้นที่ในแพลทตินัมกว่า 200 ตร.ม. เลยทีเดียว แต่ยังไงวันนี้ยอดขายส่วนใหญ่ กลับมาจากเฟซบุ๊ค และอินสตาแกรมไปเสียแล้วครับคุณผู้อ่าน ซึ่งหน้าร้านทั้งเฟซบุ๊ค และอินสตาแกรม เขาไม่คิดค่าเช่านี่ครับคุณผู้อ่าน
คนรุ่นใหม่ที่เป็นเถ้าแก่ดิจิทัลเหล่านี้ เขาทำกันอย่างไรครับ
คำตอบง่ายๆ ก็คือ อาศัยความหลงใหลในงานนั้นๆ เป็นหลักครับ เรียกว่า ไม่ได้มีกระบวนการทางการตลาด หรือ กลยุทธ์ที่เป็นวิชาการอะไรมากมายครับ มีสินค้าใหม่ ก็ถ่ายรูปสวยๆ แล้วเขียนรีวิวโพสต์ลงไป ติด # ไว้หน่อย ก็เป็นอันจบเรื่องจบราว
แหม ก็ฟังดูง่ายนะครับ แต่จริงๆ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ คนเหล่านี้ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า "ความหลงใหล" มาเป็นตัวขับเคลื่อนครับ เหมือนๆ กับที่ สตีฟ จ็อบส์ มีความหลงใหลให้กับเทคโนโลยี ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกของตัวเองนั่นเองครับ
ผมพบว่าเถ้าแก่ดิจิทัลเหล่านี้ไม่ได้มีลูกค้า ไม่มีคนทำบัญชี ไม่มีอะไรทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญที่เขามี ก็คือความ "หลงใหล" ในอาชีพที่เขาทำ จึงส่งผลออกมาเป็นการให้ข้อมูลสินค้า การคัดเลือกสินค้า และการนำมาเขียนรีวิวนั้น จะให้ข้อมูลชนิดที่ว่านักการตลาดนักโฆษณาทำไม่ได้เลยทีเดียวครับ เพราะคนเหล่านี้จะลึก และเข้มกับข้อมูลที่เอามานำเสนออย่างมาก อย่างเช่น ถ้าเป็นแฟชั่น เถ้าแก่สาววัยทำงานก็จะทำได้ตั้งแต่คิดประมวลว่าชิ้นใดขายได้ ไม่ได้ แล้วบางคนก็เป็นแบบเอง โพสต์ท่าได้เก่ง ที่สำคัญเขียนแนะนำได้อย่างลึกซึ้งว่าใครควรใส่ ไม่ควรใส่ ใส่แล้วจะใส่กับอะไร อย่างไร
เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดไวรัส มาร์เก็ตติ้ง อย่างเป็นธรรมชาติครับคุณผู้อ่าน คนหนึ่งซื้อ แล้วรู้สึกติดใจ ก็จะไปบอกกับอีกคนหนึ่ง บอกต่อๆ กันไปเรื่อยๆ ก็เกิดเป็นระบบตลาดใหญ่ขึ้นมา
ผมนั่งดูปรากฏการณ์เหล่านี้แล้ว ก็อดภูมิใจกับคนรุ่นใหม่เราไม่ได้นะครับ ใครบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่เอาถ่าน ไม่จริงหรอกครับ ลองมาดูพวกเขาให้ลึกยิ่งขึ้นในนี้สิครับ คุณจะพบสิ่งน่าสนใจไว้ให้ศึกษาอีกเยอะเลยครับ