เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ยังเป็นที่จับตามองของโลก หลังจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม
ในประเทศ หรือ จีดีพี ขยายตัว 7.5% ช่วงไตรมาส 2 อันเป็นการลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่เติบโต 7.7% และ ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ที่มีการขยายตัว 7.9% ตัวเลขดังกล่าวแม้สูงกว่าหลายประเทศในโลก แต่นับว่าลดลง เพราะหลายทศวรรษที่ผ่านมาจีนมีการเติบโตที่พุ่งลิ่ว ด้วยแรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุน แต่รูปแบบการเติบโตนี้อาจไม่ยั่งยืน และวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุด น่าจะสะท้อนว่าเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกของจีน เปราะบางต่อความต้องการที่ลดลงในโลก ส่วนการพึ่งพาการลงทุนก็ก่อให้เกิดการบิดเบือน และความไม่สมดุลต่อเศรษฐกิจจีนเอง เพราะว่าการทุ่มลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อุตสาหกรรมจำนวนมากมีศักยภาพการผลิตล้นเกินในปัจจุบัน
นับแต่ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว และขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือนมี.ค. ผู้นำจีนให้ความสำคัญน้อยลงกับกลไกขับเคลื่อนการเติบโตในรูปของการส่งออกและการลงทุน แต่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับการใช้จ่ายของผู้บริโภค พร้อมส่งสัญญาณว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่ดำเนินมาตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ต้องปรับลดลงบ้าง โดยก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีจีนระบุว่าจะไม่รีบปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายของการผลักดันการปฏิรูป ตราบใดที่การเติบโตยังอยู่ในเป้าหมายที่พอรับได้ ขณะเดียวกัน ก็ระบุว่ารัฐบาลต้องระวังและคอยจับตาดูไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงมากเกิน ล่าสุด นายกฯ จีน ระบุชัดว่าตัวเลขการเติบโตต้องไม่ต่ำกว่า 7% เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่การเติบโตทางเศรษฐกิจ และคงการจ้างงานไว้
การกำหนดเป้าหมายการเติบโตขั้นต่ำ สะท้อนว่าในช่วงของการปรับโครงสร้างระยะยาวนี้ รัฐบาลจะดูแลการเติบโตไปด้วย หรืออาจหันกลับมาให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยอาจมีการเพิ่มการใช้จ่ายทางการคลังในระดับที่ไม่มากนัก เพื่อจัดทำโครงการต่างๆ อย่าง การเคหะฯ ทางรถไฟ สาธารณูปโภคในเมือง เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม ล่าสุดทางการก็มีมาตรการออกมาในอันที่จะบรรเทาภาระด้านภาษีสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก มาตรการนี้เพิ่มเติมจากการที่รัฐบาลจะตั้งกองทุนสำหรับพัฒนาทางรถไฟ รวมถึงคืนภาษี และรักษาอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนไว้ที่ระดับเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
การเคลื่อนไหวเหล่านี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นมาตรการกระตุ้นขนาดย่อมๆ ซึ่งน่าจะมีผลกระทบโดยตรงอย่างจำกัดในการกระตุ้นความต้องการระยะสั้นได้ รวมถึงช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้นำจีนจะไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างหนัก ดังที่รัฐมนตรีคลังจีนแจกแจงนอกรอบการประชุมกลุ่มจี20 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าเศรษฐกิจไม่ได้เข้าสู่ช่วงวิกฤติ และเชื่อว่าการเติบโตจะสูงขึ้น พร้อมอธิบายด้วยว่าไม่มีผู้เข้าร่วมการประชุมคนไหนคิดว่าเศรษฐกิจจีนกำลังจะชะลอตัวอย่างรุนแรง
แน่นอนว่า คำรับรองและการเคลื่อนไหวจากชาติที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก ช่วยบรรเทาความวิตกของประเทศต่างๆ ได้ระดับหนึ่ง แต่ชาติเหล่านี้รวมถึงไทย ก็น่าจะต้องปรับเปลี่ยนในบางด้านเช่นกัน เพราะในระยะสั้นนั้นการเติบโตของจีนอาจไม่สูงเหมือนเมื่อก่อน ขณะที่เมื่อการปรับโครงสร้างของจีนเสร็จสิ้นลงแล้ว การลงทุนหรือการเน้นในภาคส่วนต่างๆ นั้น จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน









