ในแต่ละวันมีรายงานมากมายหลากหลายเรื่องผ่านหูผ่านตาของเรา ซึ่งมีทั้งที่เป็นเรื่องการงาน และเรื่องสัพเพเหระ รายงานเหล่านั้นน่าเชื่อบ้าง
ไม่น่าเชื่อบ้าง แต่ก็มีบ่อยครั้งที่เรื่องบางเรื่องที่ตอนแรกก็เห็นว่าไม่น่าจะใส่ใจอะไร แต่เรื่องนั้นกลับปรากฏให้เห็นให้ได้ยินบ่อยครั้งจนทำท่าว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตที่เราต้องใส่ใจไปเสียแล้ว วันนี้ต้องตระหนักให้ดีว่าเราตกอยู่ในวังวนของการรายงานเรื่องบางเรื่องซ้ำแล้วซ้ำอีกจากสารพัดช่องทาง
ดังนั้น คำถามที่ต้องทบทวนอย่างจริงจังกับตนเองคือเรื่องซ้ำซากเหล่านั้นเป็นการรายงานความเป็นจริงให้เราทราบ หรือเป็นแค่การชักชวนให้เราติดตาม ระลึกไว้ด้วยว่าเราติดตามเรื่องบางเรื่องมากเท่าใด คนที่รายงานเรื่องซ้ำซากก็ยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น เพราะเสียแรงรวบรวมสาระน้อยแต่มีผู้คนติดตามมาก รายงานเรื่องเดิมๆ แต่ปรุงแต่งให้น่าติดตามนั้นง่ายกว่าการรายงานเรื่องใหม่ที่ต้องเสาะหาความจริงใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่สำหรับตัวเราแล้ว การติดอยู่กับเรื่องซ้ำซากที่เขารายงานมาให้เราติดตามนั้น หูตาเราจะแคบลงอย่างเห็นได้ชัด การจมอยู่ในวังวนของเรื่องซ้ำซากนี้ทำให้หลายคนหาเรื่องอื่นจะคุยกันไม่ได้ หลายคนคุยกันซ้ำๆ อยู่ไม่กี่เรื่อง ลองทดสอบดูง่ายๆ สักวันสองวันโดยละเว้นการติดตามเรื่องเดิมๆ ที่ผ่านมาจากสารพัดช่องทาง ทำใจแข็งๆ หันไปใส่ใจเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องซ้ำซากที่ประเคนมาทุกช่องทางนั้นให้ได้ สองสามวันผ่านไปจะรู้สึกได้กับตนเองว่ามีเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่จะชวนคนอื่นคุยมากกว่าตอนที่ติดอยู่กับวังวนของเรื่องซ้ำซาก ที่คุยไปคุยมาก็กลับมาเรื่องซ้ำซากอีกแล้ว หูตาจะกว้างขวางขึ้นมาก ถ้าท่านหลุดพ้นจากวังวนของเรื่องซ้ำซากที่เขาปรุงแต่งให้เราติดตามไปได้
การบอกกล่าวความจริงกับการชักชวนให้ติดตามนั้น แยกแยะได้ไม่ยาก โดยเริ่มต้นด้วยการถามตนเองว่าเรื่องนั้นถ้าติดตามไปเรื่อยๆ แล้วจะเกิดประโยชน์อย่างไรบ้างกับตัวเรา กับกิจการของเรา กับคนรอบตัวเรา ถ้าเป็นรายงานความจริง ยิ่งติดตามต้องยิ่งได้ประโยชน์ ยิ่งติดตามยิ่งได้ความจริงที่ช่วยทำให้เราได้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งกับชีวิตและการงานของเรา เรื่องที่ถูกชวนให้ติดตามนั้น ตามไปมากๆ ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา นอกจากเรื่องของอารมณ์ ติดตามแล้วได้ความสะใจ ติดตามแล้วเหมือนได้ดูละครหลังข่าว ได้ชื่นชมนางเอก ได้ด่าตัวอิจฉา แต่ชมแล้วด่าแล้ว ตัวเราก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
การติดตามรายงานความจริงที่เป็นประโยชน์ต้องตอบตัวเองได้ว่าเสียเวลาติดตามไปแล้วได้อะไรกับตัวเรา ถ้าพออกพอใจกับความมันในอารมณ์ ก็ติดตามเรื่องซ้ำซากนั้นได้ต่อไปได้ แต่ต้องรู้ตัวว่าติดตามไปเพื่อความสะใจ ไม่ใช่ติดตามจนหลงว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องซ้ำซากนั้นด้วย อย่าติดตามจนหลงว่าตนเองเป็นตัวละครตัวหนึ่งของเรื่องชวนติดตามเหล่านั้น ซึ่งหลายคนได้ก้าวเลยขั้นนี้ไปแล้ว เพราะวิธีการรายงานเรื่องซ้ำซากให้ชวนติดตามนั้นมีการปรุงแต่งให้มีความเร้าใจ ชวนให้รัก ชวนให้เกลียด เติมเต็มกันลงไปอย่างเต็มที่ ทำให้คงเคยพบเห็นคนที่อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ดูข่าวโทรทัศน์แล้วนั่งด่าใครก็ไม่ทราบอยู่คนเดียว คนที่ถูกท่านเหล่านั้นด่าอย่างตั้งอกตั้งใจนั้นก็ไม่ได้ยิน ไม่ได้ทราบคำด่าของท่านเหล่านั้น แต่ท่านเหล่านั้นก็พออกพอใจที่จะด่าอยู่คนเดียวต่อไป ที่เกินเลยขึ้นไปอีกก็ถึงขนาดไปเปิดอกเปิดใจกันในเครือข่ายสังคม จนคนอื่นทราบว่าท่านนั้นชอบใคร เกลียดใครกันบ้าง และหลายคนขีดเขียนข้อความที่บ่งบอกความในใจของตนเอง ด้วยข้อความที่หมิ่นเหม่ต่อการมีความผิดทางกฎหมายเสียอีก สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างของอิทธิพลของเรื่องซ้ำซากที่ถูกปรุงแต่งให้ชวนติดตาม สังเกตดีๆ จะเห็นชัดเจนว่าติดตามเรื่องชวนติดตามนี้แล้ว คนติดตามแทบไม่ได้อะไรอื่นเลย นอกจากความสะใจเท่านั้น
บ่อยครั้งที่เราหลงติดตามเรื่องชวนสะใจโดยไม่ได้ตั้งใจ ได้ยินได้เห็นครั้งแรกโดยไม่ทันได้คิดให้รอบคอบ เผลอนิดเดียวก็ติดเหมือนติดละครไปแล้ว ดังนั้น ในระหว่างที่ติดตามรายงานเรื่องใด ให้คิดวิเคราะห์ไปพร้อมๆ กันว่ารายงานนั้นบอกความจริงให้เราทราบหรือไม่ว่าได้เกิดอะไรขึ้น เกิดที่ไหน เกิดขึ้นมาเมื่อใด มีเหตุมีผลอะไรมากน้อยแค่ไหนในรายงานนั้น ติดตามมาพอสมควรแล้วให้เรียบเรียงสาระที่ได้จากรายงานนั้นด้วยตัวเราเองใหม่อีกครั้ง โดยกำจัดส่วนที่ปรุงแต่งให้น่าติดตามออกไปให้หมด แล้วจะได้คำตอบว่ามีประโยชน์มากน้อยแค่ไหนสำหรับตัวเราในการที่จะติดตามเรื่องนั้นต่อไป ถ้าพบความจริงว่าพอตัดส่วนปรุงแต่งออกไปแล้วรายงานนั้นไม่ได้บ่งบอกความจริงที่เป็นประโยชน์สำหรับตัวเราเลย ก็คงตัดสินใจได้ว่าจะตามต่อไปเพื่อความสะใจ หรือปล่อยวางเรื่องชวนติดตามที่ไร้ประโยชน์สำหรับเรา แล้วหันไปตามเรื่องอื่นที่มีความจริงที่เป็นประโยชน์กับชีวิต กับการงานต่อไปหรือไม่
ถ้าตัดสินใจว่าจะเลิกติดตามเรื่องสะใจนั้นแล้ว ให้ทบทวนดูต่อไปว่าใครคนไหนที่รายงานเรื่องสะใจที่ไร้ประโยชน์มาให้เราได้ทราบ แล้วจดจำไว้ว่าถ้าวันหน้าได้เห็นได้ทราบว่ามีรายงานใหม่จากคนนั้น จะได้ตกลงใจได้เร็วขึ้นว่าจะติดตามเรื่องน่าสะใจจากคนนั้นอีกหรือไม่ เพราะการบอกกล่าวรายงานที่เต็มไปด้วยการเติมเต็มอารมณ์ลงไปให้ดูเป็นเรื่องสะใจนั้นเป็นลักษณะนิสัยเฉพาะตัวของแต่ละคน ใครเคยทำเช่นนี้แล้วก็จะทำเช่นนี้ตลอดไป จะต่างกันบ้างก็ต่อเมื่ออายุมากขึ้นแล้ว การปรุงแต่งจะจางลงไปบ้าง อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องแน่นอนทุกกรณี บางคนยิ่งอายุมาก ยิ่งปรุงแต่งมากก็ยังมีให้เห็นกันได้ทุกวันนี้
เรื่องที่คนบอกกล่าวตั้งใจให้เราติดตามนั้น มักไม่ค่อยมีข้อมูลประกอบการรายงาน ถ้ามีข้อมูลก็มีเพื่อเพิ่มความตื่นเต้นมากกว่าสนับสนุนให้เห็นความจริง มักจะเป็นการบอกกล่าวจากด้านใดด้านหนึ่ง แตกต่างจากการรายงานความจริงที่ต้องมีข้อมูลสนับสนุนอย่างมากมาย และรายงานจากอย่างน้อยสองมุมมอง ถ้าติดตามรายงานใดแล้ว ข้อมูลก็หาย มุมมองด้านอื่นๆ ก็ไม่ปรากฏ มีแต่กล่าวอ้างชวนให้เชื่อว่านอกจากตัวเราแล้วยังมีคนนั้นคนนี้อีกมากมายหลายคนติดตามอยู่ด้วย คนดังทั้งนั้นที่ติดตามเรื่องที่ฉันบอกเล่า เห็นอาการทำนองนี้ที่รายงานใด ตอบได้เลยว่ารายงานนั้นเป็นรายงานชวนสะใจ ไม่ใช่รายงานชวนให้รู้ความจริง








