คอลัมน์นี้ประจำวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาพูดถึงหนังสือเล่มล่าสุดของศาสตราจารย์ Jared Diamond เกี่ยวกับบทเรียนจากสังคมแบบดั้งเดิม
เรื่อง The World until Yesterday : What Can We Learn from Traditional Societies? ผู้อ่านงานเขียนของผมบ้างแม้เพียงครั้งคราวอาจทราบแล้วว่า ผมชื่นชมงานของปราชญ์ผู้นี้และมักเสนอให้ผู้คนส่วนใหญ่อ่านหนังสือของเขาสองเล่มชื่อ Guns, Germs, and Steel : The Fates of Human Societies และ Collapse : How Societies Choose to Fail or Succeed หากไม่แตกฉานในภาษาอังกฤษ อาจอ่านฉบับแปลเป็นไทย ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ จึงอ่านบทคัดย่อสั้นๆ ในหนังสือชื่อ “กะลาภิวัตน์”
ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขา ผู้เขียนพูดถึงเรื่องภาษาของเผ่าต่างๆ ซึ่งกำลังสูญไปจากโลกและอ้างถึงข้อดีของการเรียนรู้มากกว่าหนึ่งภาษามาตั้งแต่เด็กอายุยังน้อย ประเด็นนี้ เขาถูกโจมตีอย่างหนักจากพวกชาตินิยมอเมริกันที่คิดว่าภาษาอังกฤษเท่านั้นสำคัญและต้องการบังคับให้ชาวอเมริกันสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว เกี่ยวกับประเด็นการรู้มากกว่าหนึ่งภาษา เพิ่งมีวิวัฒนาการน่าสนใจพิมพ์ออกมาในนิตยสาร Time ฉบับประจำวันที่ 29 กรกฎาคม เรื่องพลังทางสมองของผู้รู้สองภาษาในฐานะเรื่องเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งประจำสัปดาห์ ขอนำมาเล่าเนื่องจากผมมองว่าคนไทยน่าจะให้ความสำคัญต่อการรู้อย่างน้อยสองภาษาอย่างทั่วถึงกันเพราะมันมีความสำคัญในหลายบริบท อาทิเช่น บริบทของสมาคมอาเซียนซึ่งจะเปิดให้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปมาหาสู่กันได้อย่างอิสระ บริบทของความได้เปรียบเสียเปรียบกันเองของคนไทยในต่างกลุ่ม และบริบทของการรับรู้ข่าวสารของโลกร่วมสมัย
ตอนหนึ่งของเรื่องพลังทางสมองอาจถอดความได้ดังนี้ “การวิจัยได้แสดงให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า มันสมองของผู้ที่รู้สองภาษา หรือมากกว่านั้น ต่างกับมันสมองของผู้ที่รู้เพียงภาษาเดียว ซึ่งเป็นความแตกต่างที่มีแต่ทางดีถ่ายเดียว ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ผู้รู้หลายภาษาเหนือชั้นกว่าในด้านการให้เหตุผล การทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน การเข้าใจและการหาจุดร่วมกันของการต่างความคิด พวกเขาทำงานได้เร็วกว่าและใช้พลังงานน้อยกว่า และเมื่อเวลาพวกเขาเข้าสู่วัยทอง มันสมองของพวกเขาทำงานได้ยาวนานกว่าส่งผลให้การหลงลืมและโรคอัลไซเมอร์เกิดได้ช้าลง .... มันสมองที่รู้สองภาษาอาจจะไม่เฉียบแหลมกว่าเสมอไป แต่มันยืดหยุ่นได้มากกว่าและมีปฏิภาณสูงกว่า .... การรู้เพียงภาษาเดียวมีค่าเท่ากับการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในคริสต์ศตวรรษที่ 21”
การวิจัยได้พิสูจน์ว่า ทารกเริ่มได้ยินภาษาตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ได้ 6 เดือนและค่อยๆ รู้จักจังหวะจะโคนของภาษาที่แม่พูด เมื่อออกจากครรภ์มารดา ทารกเริ่มรู้จักแยกแยะภาษาของตนออกจากภาษาอื่นได้ ถ้าแม่พูดได้สองภาษา ทารกจะรับรู้ทั้งสองภาษา หน้าต่างของการรับรู้ภาษาจะเปิดกว้างขึ้นสูงสุดเมื่ออายุราว 9 เดือน หลังจากนั้น การรับรู้จะค่อยๆ ลดน้อยลง พอถึง 6 ขวบ การรับรู้ภาษาจะน้อยกว่าของทารกมาก แต่ก็ยังสูงกว่าของบรรดาวัยรุ่น นอกจากมันสมองของผู้พูดสองภาษาจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าของผู้ที่พูดภาษาเดียวไปตลอดชีวิตแล้ว เจ้าของมันสมองนั้นยังมีเวลามากกว่าถึง 4.1 ปีก่อนที่การหลงลืมจะก้าวเข้ามาเยี่ยมเยือน และ 5.1 ปีในกรณีของผู้ที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ด้วยกัน
ผลการวิจัยดังกล่าวนี้น่าจะเป็นที่ขบคิดในหลายแง่มุม ในเบื้องแรก ครอบครัวที่มีพ่อแม่พูดได้หลายภาษา หรือมาจากต่างภาษากันแล้วพูดให้ลูกฟังทุกวันตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา มันสมองของลูกจะมีประสิทธิภาพกว่าของผู้ที่มีพ่อแม่พูดได้ภาษาเดียว ด้วยเหตุนี้หรือไม่เราจึงเห็นกันอยู่ทั่วไปว่าลูกไทยครึ่งจีนดูจะเฉียบแหลมกว่าลูกจากครอบครัวที่พูดภาษาไทยได้ภาษาเดียว? หญิงไทยที่ต้องการได้สามีฝรั่งเพราะอยากได้ลูกหน้าตาดีและมีโอกาสเป็นดาราน่าจะได้รับผลพลอยได้โดยไม่รู้ตัวเมื่อลูกที่ออกมาหน้าตาดีกว่าเด็กไทยโดยทั่วไปจริงแถมยังมีมันสมองดีกว่าด้วย?
ผลที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้นเป็นไปตามธรรมชาติสำหรับในครอบครัวของพ่อแม่ต่างภาษา แต่พ่อแม่อาจวางแผนทำให้มันเกิดขึ้นตามขั้นตอนได้โดยเริ่มให้เด็กได้ยินมากกว่าหนึ่งภาษาอย่างต่อเนื่องจากภายในครรภ์ของมารดาและในบ้าน ไปยังสถานเลี้ยงเด็กอ่อน โรงเรียนอนุบาลต่อไปจนถึงชั้นประถมศึกษา แน่ละ ในกระบวนการนี้ ครอบครัวที่มีการศึกษาดีและมีทรัพย์สินมากย่อมมีโอกาสทำได้มากกว่าครอบครัวโดยทั่วไป นั่นหมายความว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและทางทรัพย์สินจะถูกผลักดันให้ร้ายแรงขึ้นหากไม่มีนโยบายอะไรมาแก้ไขให้ลดลง ดังที่คอลัมน์นี้อ้างถึงหลายครั้ง วิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีมีพลังผลักดันให้เกิดความเหลื่อมล้ำโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว เมื่อรวมเรื่องภาษาเข้าไป ผู้เสียเปรียบในสังคมยิ่งมีโอกาสน้อยลงไปอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ นโยบายในระดับรัฐน่าจะเป็นเช่นไรต้องขบคิดกันให้ถี่ถ้วนมาก จากโครงสร้างทางการศึกษาไปจนถึงเนื้อหาของการศึกษาในสถาบัน ตามรายงานของนิตยสารดังกล่าว รัฐบาลอเมริกันยังไม่ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ แต่รัฐยูทาห์มีโครงการส่งเสริมการใช้หลายภาษามา 4 ปีแล้วและได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจากพ่อแม่ของเด็ก โครงการจึงกำลังขยายออกไปอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้อาจมีพลังดึงดูดนักการเมืองไทยในหลายระดับให้ไปดูงาน นอกจากนั้น รัฐยูทาห์ยังอยู่ติดกับรัฐเนวาดาซึ่งเมืองลาสเวกัสตั้งอยู่อีกด้วย !









