บอกตามตรงว่า ผมรู้สึกมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า การศึกษาตามระบบทุกวันนี้ มีลักษณะเป็น "หอคอยงาช้าง" ค่อนข้างมาก
เด็กมัธยมที่เรียนแผนวิทยาศาสตร์สายสามัญจะต้องเรียนวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ในแบบที่เหมาะสำหรับคนที่จะโตไปทำงานในสายวิชาการโดยเฉพาะ ซึ่งอาจมีเพียงแค่ไม่ถึง 1% ของเด็กทั้งหมดเท่านั้น ในขณะที่ เด็กอีก 99% จะต้องออกไปทำงานในภาคธุรกิจ หรือเป็นไปมนุษย์ออฟฟิศนั่นแหละ
จริงอยู่ที่การได้เรียนว่า จะคำนวณว่า หากเราโยนก้อนหินด้วยความเร็ว x เมตรต่อวินาที ด้วยมุม y องศาแล้ว หินจะไปตกลงสู่พื้นห่างจากตัวเรากี่เมตร และใช้เวลานานกี่วินาทีนั้น อาจเป็นการช่วยฝึกสมองของเด็กอย่างหนึ่ง แม้ว่าสุดท้ายแล้วเด็กส่วนใหญ่จะไม่ได้ใช้ความรู้เหล่านั้นในชีวิตจริงอีกเลยตลอดชีวิตก็ตาม แต่ที่มันแปลกก็คือ หลักสูตรสายวิทยาศาสตร์สายสามัญนั้น แทบจะมีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับเรื่องที่คนส่วนใหญ่จะไม่มีวันได้ใช้ในชีวิตการทำงาน แต่สิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาจริงๆ ในอนาคตกลับได้เรียนน้อยมากหรือแทบไม่ได้เรียนเลย
ถ้าหากเด็กจะได้เรียนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับธุรกิจ การนำเสนอข้อมูล หรือทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ให้เข้มข้นขึ้นกว่านี้ ส่วนเรื่องที่จะเรียนเพื่อฝึกสมองหรือสำหรับคนที่จะไปทำงานด้านวิชาการในอนาคตก็ยังมีอยู่ แต่ลดความสำคัญลงมาหน่อย หรือเปิดแผนการเรียนเฉพาะให้กับคนที่อยากโตขึ้นไปเป็นนักวิชาการจริงๆ ไปเรียนให้เข้มข้นไปเลย เราน่าจะใช้ทรัพยากรด้านการศึกษาไปกับสิ่งที่ตรงประเด็นกับชีวิตจริงของเราได้มากกว่านี้
หลักสูตรทุกวันนี้เหมือนใช้เวลา 80% ไปกับสิ่งที่ควรจะมีความสำคัญแค่ 20% และใช้เวลา 20% ไปกับสิ่งที่สำคัญมากถึง 80% ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ทุกวันนี้ เด็กไทยที่จบปริญญาตรีแล้ว ยังพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลย ทั้งที่เรียนกันมาตั้ง 16 ปี
อุปสรรคอย่างหนึ่งของการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา คือ ประเทศเราคล้ายๆ กับจะมีค่านิยมด้วยว่า เด็กฉลาดต้องเรียนสายสามัญ ดังนั้น เด็กทุกคนจึงมุ่งเรียนสายสามัญให้ได้ ทั้งที่สายสามัญถูกออกแบบมาสำหรับคนที่ต้องการเป็นนักวิชาการในอนาคตมากกว่าคนที่จะออกไปประกอบอาชีพ แต่ก็ไม่มีใครอยากไปเรียนสายอาชีพตั้งแต่แรก เพราะเกรงว่า หากจบสายอาชีพออกมา จะถูกคนทั่วไปมองว่า เป็นเด็กหัวไม่ดี ถูกจำกัดโอกาสในการทำงานไปโดยปริยาย เพราะความคาดหวังของสังคม
ได้ยินมาว่าในประเทศเยอรมันนั้น มีคนเรียนสายอาชีพเยอะมาก และสายอาชีพก็ไม่ได้ถูกมองว่าต่ำต้อยกว่าสายสามัญ คนที่เรียนสายอาชีพจบออกมาแล้วก็มี career path ของคนที่ทำงานสายวิชาชีพได้ไม่แตกต่างกันทั้งระดับรายได้ และตำแหน่งในองค์กร ทำให้การผลิตบุคลากรของเขาสอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานได้มากกว่า เพราะไม่ว่าประเทศไหนๆ ที่จริงแล้ว ตลาดแรงงานต้องการคนทำงานในภาคธุรกิจทั่วไปมากกว่า งานสายวิชาการกลับเป็นส่วนน้อย ระบบการศึกษาที่ดีจึงน่าจะมีคนเรียนสายอาชีพมากกว่าสายสามัญหลายเท่าตัว
อันที่จริงปัญหานี้ก็ไม่ได้เป็นเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น เพราะหลักสูตรการศึกษาของประเทศส่วนใหญ่ก็นำมาจากตะวันตก และก็ทำอย่างนี้กันมานานมากแล้ว แต่ถ้าหากจะลองถามตัวเองดูว่า ถ้าหากสิ่งที่ประเทศส่วนใหญ่ทำกันมานานไม่ได้เหมาะกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ ในโลกปัจจุบันอีกต่อไป เราจะปรับเปลี่ยนมิได้หรือ จำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องทำตามๆ คนอื่นเสมอไป ผมว่าประเทศของเราน่าจะมีความกล้าหาญมากพอที่จะออกแบบระบบการศึกษาของเราใหม่ เพื่อให้เหมาะกับสภาพสังคมปัจจุบันมากขึ้น ขี้คร้านประเทศอื่นๆ อาจจะหันมาเอาอย่างเราบ้างก็ได้ เพราะมันก็เป็นปัญหาที่คาราคาซังอยู่ในทุกๆ ประเทศในเวลานี้ด้วยเหมือนกัน แปลกตรงไหนถ้าประเทศไทยจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงก่อน
นอกจากปัญหาเรื่องโครงสร้างระบบการศึกษาแล้ว ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญมากสำหรับการพัฒนาการศึกษาในบ้านเราคือ การเรียนการสอนในโรงเรียนของไทยมีลักษณะเป็นการบอกให้เชื่อ มากกว่าจะกระตุ้นให้นักเรียนรู้จักคิดเอง
ผมยังจำได้ว่า ตอนเรียนอยู่ชั้น ม.2 วิชาภาษาไทย ปกติแล้ว นักเรียนจะจดอะไรลงไปในสมุดได้บ้างนั้น จะต้องถูกกำกับโดยครูประจำวิชาเท่านั้น โดยครูจะบอกจดว่าต้องจดว่าอย่างไร ต้องขีดเส้นใต้หัวข้อตรงนี้กี่เส้น เว้นวรรคกี่นิ้ว ขึ้นหน้าใหม่ตรงไหน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สมุดจดของนักเรียนทุกคนออกมาเหมือนกัน ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดตา ครูตรวจง่าย
วันหนึ่งมีครูใหม่มาสอนแทน เนื่องจากครูประจำวิชาลาป่วย ด้วยความที่เธอเป็นครูใหม่ จึงไม่เคยรู้ธรรมเนียม พอสอนบทเรียนในห้องจบ เธอก็บอกว่า ให้นักเรียนใช้เวลาที่เหลืออยู่จดบันทึกความรู้ที่ได้ในวันนั้นลงในสมุดจดงาน ปรากฏว่า นักเรียนทั้งห้องนิ่งสนิททำอะไรไม่ถูกเลย เพราะไม่มีใครกล้าเขียนอะไรลงไปในสมุดของตัวเองโดยพลการ เนื่องจากกลัวว่าทำไปแล้วอาจไม่ถูกใจครูผู้สอน และอาจถูกทำโทษได้ จนครูใหม่ต้องยืนยันว่าให้ลองสรุปกันเองดู และรับรองว่าจะไม่ทำโทษ
วันนั้นเป็นวันที่ผมรู้สึกเป็นอิสระและสนุกมากที่ได้คิดเองว่าจะต้องสรุปเนื้อหาที่ครูสอนในชั่วโมงออกมาเป็นโน้ตย่ออย่างไรถึงจะกระชับและได้ใจความมากที่สุด






