วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บอกข่าวร้ายกับฉันเลย

สายลมเย็นยามเช้าตรู่ริมฝั่งแม่น้ำแคว ทำให้จิตใจของผู้เขียนแช่มชื่นขึ้นได้บ้าง ก่อนที่จะกังวลอีกครั้งเมื่อคิดถึงข่าวร้ายที่กำลังรออยู่

เบื้องหน้าอย่างน้อยสองเรื่อง

ข่าวร้ายเรื่องแรกได้แก่ ทิศทางของเศรษฐกิจการเงินโลก ที่จะผันผวนรุนแรงขึ้นจากการปรับลดขนาดของสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เข้าซื้อต่อเดือน (โดยในมาตรการ QE3-4 Fed เข้าซื้อเดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนข่าวร้ายที่สอง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจไทยที่จะชะลอลงมาก และมีความเสี่ยงว่าอาจเกิด Hard Landing คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2544 หลังการแตกของฟองสบู่ดอทคอมในสหรัฐได้

สำหรับข่าวร้ายแรกนั้น จะเห็นได้ว่าความผันผวนที่รุนแรงขึ้นในตลาดเงินตลาดทุนนั้น เกิดตามกระแสลมปากของนายเบน เบอร์นันเก้ ประธาน Fed โดยนับจากปลายเดือนพฤษภาคม เมื่อเบอร์นันเก้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะลดขนาดของการซื้อสินทรัพย์ลง หลังเศรษฐกิจและตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณฟื้นขึ้นนั้น ราคาสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ เช่น หุ้น พันธบัตร และโภคภัณฑ์ก็ดิ่งเหว

จนทำให้เบอร์นันเก้ต้องออกมาพูดกล่อมตลาดว่า จะไม่เร่งลดการอัดฉีดเร็วเกินไป ราคาสินทรัพย์ต่างๆ จึงปรับเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงจนทำให้ดัชนีบางตัว เช่น S&P’s 500 ปรับขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ในประเด็นระยะเวลาการปรับลด QE นั้น ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่า Fed อาจจะปรับลดเร็วและแรงกว่าที่ตลาดคาดไว้ (ที่ประมาณเดือนกันยายน) เนื่องจากปัจจุบันตลาดแรงงานเริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ประกอบกับหาก Fed ไม่รีบปรับลดในอัตราที่คงที่จนตลาดเชื่อมั่นมากขึ้น ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนตัวประธานฯ ในเดือนมกราคม 2557 แล้ว ตลาดอาจไม่เชื่อมือประธานคนใหม่ และทำให้ความผันผวนมีมากขึ้นกว่าในปัจจุบันได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เบอร์นันเก้ต้องรีบออกมาส่งสัญญาณการชะลอ QE ลง แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนก็ตาม (หรือพูดง่ายๆ คือ ถ้าไม่รีบลดในปัจจุบันขณะที่เบอร์นันเก้ยังอยู่ในวาระ ต่อไปจะลดได้ยากมาก)

แต่สาเหตุที่ Fed กลับลำ โดยออกมาส่งสัญญาณชะลอการปรับลด QE นั้น น่าจะเป็นเพราะผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (โดยเฉพาะระยะยาว 10 ปีขึ้นไป ที่เป็น Benchmark ของดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย) ที่พุ่งสูงขึ้นมากหลัง Fed ประกาศว่าจะลด QE ซึ่งผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Yield ที่พุ่งสูงขึ้นนี้ หมายความว่าต้นทุนในการกู้ยืมเงินของรัฐบาลสหรัฐพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินมากขึ้นเพื่อมาจ่ายดอกเบี้ย เป็นงูกินหาง ดังนั้นเบอร์นันเก้จึงจำเป็นต้องออกมาพูดว่าจะไม่รีบลดการอัดฉีด QE เพื่อลดความกังวลของตลาด

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป สิ่งที่เราจะเห็นคือ ความผันผวนที่จะเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะเมื่อมีการลด QE จริง และจะกระทบต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจของไทยอย่างน้อย 3 จุด จุดแรก ได้แก่ค่าเงินบาท ที่มีแนวโน้มจะอ่อนค่าลง ตามกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะไหลกลับสหรัฐ

จุดที่สอง ได้แก่ต้นทุนทางการเงิน ทั้งในส่วนของตลาดเงิน (ผ่านพันธบัตรรัฐบาล) และภาคธนาคาร (ผ่านดอกเบี้ยเงินกู้) ที่จะสูงขึ้นและ/หรือไม่สามารถปรับลดลงได้ เนื่องจากการปรับลด QE จะทำให้ Yield พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับขึ้น และทำให้ Yield พันธบัตรรัฐบาลไทยปรับขึ้นด้วยเช่นกัน (ทั้งสองค่ามีความสัมพันธ์กันประมาณ 43% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา) ซึ่ง Yield ที่ปรับขึ้นนี้จะส่งผลทำให้ต้นทุนของบริษัทใหญ่ที่จะออกหุ้นกู้ยิ่งสูงขึ้นไปด้วย

จุดสุดท้าย ได้แก่ตลาดหุ้นที่มีแนวโน้มปรับลดลง โดยในปัจจุบันตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 18% นับจากต้นปี ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวประมาณ 1.8% เท่านั้น นั่นบ่งชี้ว่า สาเหตุที่หุ้นขึ้นนั้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะสภาพคล่องที่ล้นโลกอยู่ในปัจจุบัน และเมื่อสภาพคล่องเริ่มลดลง ราคาหุ้นก็จะต้องลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน และหากหุ้นสหรัฐปรับลดลง จะเป็นดั่งจ่าฝูงที่ทำให้หุ้นทั่วโลกปรับลดลงตาม โดยเฉพาะหุ้นในประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างไทยที่มีความอ่อนไหวสูง

ข่าวร้ายที่สองได้แก่ทิศทางเศรษฐกิจไทยที่จะชะลอลงมาก และมีความเสี่ยงที่อาจเกิด Hard Landing ได้ โดยสาเหตุที่เศรษฐกิจไทยชะลอแรงมี 3 ประการ ประการแรก เกิดจากแรงกระตุ้นของนโยบายภาครัฐที่หมดลง โดยในปี 2555 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดี เป็นผลหลักจากแรงกระตุ้นของนโยบายประชานิยมภาครัฐ เช่น รถคันแรก จำนำข้าว การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนระดับปริญญาตรี เป็นต้น ผสมผสานกับการใช้จ่ายภาคเอกชนที่ฟื้นตัวหลังวิกฤตอุทกภัยในปลายปี 2554

ปัจจุบันปัจจัยต่างๆ หมดลง ขณะที่นโยบายด้านเศรษฐกิจระยะต่อไปอันได้แก่โครงการบริหารจัดการน้ำและโครงการสาธารณูปโภคด้านคมนาคมนั้นยังอยู่ในภาวะลูกผีลูกคน และต้องเผชิญกับแรงเสียดทานรอบด้าน ทำให้โอกาสที่จะเห็นการเบิกจ่ายงบประมาณในโครงการดังกล่าวตามแผนงานในปีนี้เป็นไปได้ยาก

ประการที่สอง ได้แก่ ภาคต่างประเทศ จากการส่งออกที่จะชะลอตัวลงแรง โดยภาคส่งออกไทยนับจากต้นปีเผชิญปัจจัยลบ 2 เด้ง คือ หนึ่ง ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว และ สอง เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะจีนที่ชะลอลงมาก ทั้งสองปัจจัยทำให้กำลังซื้อและราคาที่แปลงมาเป็นรูปเงินบาทลดลง ขณะที่ในระยะต่อไป เป็นไปได้ที่จีนจะชะลอแรงมากขึ้นจากการที่ผู้นำใหม่ต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างสมดุลมากขึ้น เศรษฐกิจจีนที่ชะลอแรง (กึ่ง Hard Landing) นี้จะทำให้ความต้องการสินค้าส่งออกจากไทยลดลง และทำให้รายได้จากการส่งออกขยายตัวลดลงด้วยเช่นกัน

ประการสุดท้าย ได้แก่ การใช้จ่ายของเอกชนภายในประเทศที่ลดลง อันเนื่องมาจากปัจจัย 2 ประการขั้นต้น ทั้งการใช้จ่ายภาครัฐที่ชะลอและไม่มีโครงการใหม่ ๆ และทั้งภาคส่งออกที่ชะลอลง ทำให้ผู้ประกอบการหยุดรอดูท่าที ไม่ลงทุนเพิ่ม ขณะที่ประชาชนที่มีรายได้ลดลงและมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องผ่อนรถคันแรก ทำให้มีเงินเหลือใช้จับจ่ายสินค้าอื่น ๆ ลดลง) มีแนวโน้มที่จะชะลอการบริโภคต่อเนื่อง

สาเหตุทั้งสามประการทำให้เศรษฐกิจในระยะต่อไปมีแนวโน้มชะลอลงแบบ Soft Landing แต่ก็เป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะ Hard Landing โดยมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ค่าเงินบาท ที่จะผันผวนรุนแรงตามกระแสข่าวการปรับลด QE ของสหรัฐ ซึ่งเมื่อการปรับลดเกิดขึ้น เงินบาทน่าจะอ่อนค่าลงมาก ทำให้บัญชีเดินสะพัดในระยะสั้นขาดดุล (จากการนำเข้าที่แพงขึ้น) และมีความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นได้ (จากราคาน้ำมันในประเทศที่แพงขึ้น)

ความเสี่ยงที่สอง ได้แก่เศรษฐกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่อาจชะลอตัวแรงหากผู้นำต้องการจะ “ล้างบาง” ภาวะฟองสบู่ในภาคการเงิน (ที่เรียกว่า Shadow Banking) รวมถึงการคอร์รัปชันในวงราชการและรัฐวิสาหกิจ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐที่อาจจะฟื้นก็อาจไม่ส่งผลบวกต่อการส่งออกไทยได้มากนัก เนื่องจากสหรัฐพึ่งพาการผลิตในประเทศมากขึ้น และนำเข้าสินค้าขั้นกลางจากเอเชียลดลง

ความเสี่ยงสุดท้าย ได้แก่ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันดิบ ที่ต้องเริ่มจับตามองใกล้ชิด ทั้งปัจจัยจากภาวะความไม่สงบในอียิปต์และการฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ทำให้ความต้องการน้ำมันเริ่มมีมากขึ้นขณะที่ความเสี่ยงจากภาคการผลิต/การขนส่งก็มีมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งราคาที่สูงขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อไทยในระยะต่อไปเพิ่มขึ้นจากภาวะต้นทุนการผลิตสินค้าที่สูงขึ้น และทำให้กำลังซื้อของคนในประเทศยิ่งลดลงไปอีก

ผู้เขียนเห็นว่า ทางแก้สำหรับนักธุรกิจและนักลงทุนแล้ว ในระยะต่อไปอาจต้องเริ่มชะลอการลงทุนเพื่อรอดูท่าที ขณะที่ผู้ค้าระหว่างประเทศควรต้องประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวนเพื่อล็อกต้นทุนในอนาคต

แต่สำหรับทางการแล้ว การบอกข่าวร้ายแก่ผู้ประกอบการอย่างมีศิลปะเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากเอกชนมารับทราบด้วยตนเองภายหลังแล้ว ผลลัพธ์อาจรุนแรงและเลวร้ายกว่ามากมายนัก

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่