เธอเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวยาวนานที่สุด ถามคำถามดุดันที่สุด
และมีที่นั่งแถวหน้าของห้องแถลงข่าวทำเนียบขาวตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ซักถามประธานาธิบดีของสหรัฐฯมาทั้งหมด 10 คน
เมื่อ Helen Thomas จากไปในวัย 92 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จึงมีการเล่าขานถึงตำนานของนักข่าวหญิงเหล็กที่กล้าตั้งคำถามที่ไม่มีนักข่าวคนไหนกล้าถาม และไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนไหนในช่วงครึ่งศตวรรษไม่รู้จักเธอ หรือไม่กลัวคำถามของเธอ
เธอสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักข่าวผู้หญิงคนแรก ๆ ของสหรัฐฯ และเธอเป็น “นักข่าวแถวหน้า” ในความหมายที่แท้จริง เพราะเธอมีที่นั่งอยู่แถวหน้าของห้องแถลงข่าวของทำเนียบขาวมาตลอดหลายสิบปีที่ทำหน้าที่ซักถามผู้นำของประเทศอย่างไม่ลดละ และไม่เกรงกลัวแรงกดดันทางการเมืองใด ๆ
เฮเลน โทมัส มีสไตล์การตั้งคำถามที่ดุเดือดเลือดพล่าน วิธีการซักของเธอบ่อยครั้งกลายเป็นการโต้เถียงระหว่างจุดยืนของเธอเองกับนโยบายของประธานาธิบดีคนแล้วคนเล่า
โฆษกทำเนียบขาวคนหนึ่งเคยบอกว่าวิธีตั้งคำถามด้วยวาทะร้อนแรงนั้นเป็น “ความทุกข์ทรมาน” สำหรับโฆษกและประธานาธิบดีเหลือหลาย
แต่ทุกคนก็ยอมรับว่าเธอเป็นแบบอย่างของนักข่าวหัวเห็ดที่หาตัวจับยาก
เธอต่อต้านอิสราเอล อย่างออกนอกหน้า และคำถามของเธอในหัวข้อนี้บ่อยครั้งก็สร้างความกระอักกระอ่วนให้กับเพื่อนร่วมงานในแวดวงนักข่าวทำเนียบขาวด้วยกัน
แต่เธอก็เป็น “เจ๊เฮเลน” ของทุกคน เพราะไม่มีใครอยู่ยงคงกระพันเท่ากับเธอในการทำหน้าที่เป็นนักข่าวที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้นำประเทศทุกสัปดาห์
ตลอดเวลาหลายสิบปีของการเป็นนักข่าวอาวุโสของทำเนียบขาวนั้น เธอมีหน้าที่จบการแถลงข่าวด้วยการลุกขึ้นประกาศ “Thank you, Mr President.” เป็นอันยุติการถามตอบประจำสัปดาห์
สมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับบลิว บุช, เฮเลน โทมัส เป็นนักข่าวที่ทำเนียบขาวมีความรังเกียจเป็นพิเศษ เพราะเธอต่อต้านนโยบายเข้าไปทำสงครามที่อิรักอย่างออกนอกหน้า
วันหนึ่งเธอลุกขึ้นถามบุช ว่า “ทำไมท่านประธานาธิบดีชอบทำสงครามนัก?”
พอประธานาธิบดีบุช เริ่มอธิบายเหตุผลที่เขาตัดสินใจเข้าทำสงครามในอิรัก, เฮเลน ก็แทรกเข้ามาด้วยประโยค
“พวกเขาไม่ได้ทำอะไรคุณ หรือกระทำอะไรต่อประเทศเรานี่นา”
บุช โต้ว่า “ขอโทษ พวกเขาทำกับเราแน่นอน พวกตาลีบันยอมให้อัล ไกด้าพักพิง และนั่นคือที่ที่อัล ไกด้าใช้เป็นที่ฝึกฝน”
เฮเลน ย้อนว่า “ดิฉันกำลังพูดถึงอิรัก”
อีกไม่นานจากนั้น เธอก็ประกาศในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บางฉบับว่าบุช เป็น “ประธานาธิบดีที่ห่วยที่สุดในประวัติศาสตร์”
จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมบุช จึงไม่เคยชี้ให้เฮเลน โทมัส ได้ลุกขึ้นมาตั้งคำถามในการแถลงข่าวประจำของเขา
แต่ไม่ว่าจะชอบเธอหรือไม่, ก็ไม่มีผู้นำมะกันคนไหนหลีกเลี่ยงคำถามเธอได้ เพราะเธอสามารถแทรกคำถามร้อน ๆ ของเธอได้เสมอ
มีคนถามเธอว่าทำไมจึงชอบตั้งคำถามที่สร้างความรู้สึกกระอักกระอ่วนให้กับผู้นำสหรัฐฯเสมอ เธอไม่กลัวว่าประธานาธิบดีทั้งหลายจะโกรธเธอหรือ?
“ถ้าคุณต้องการให้คนรักคุณ ก็ควรไปทำอาชีพอื่นเสีย” คือคำตอบของนักข่าวหญิงเหล็กผู้ไม่ยี่หระต่ออำนาจทางการเมืองของทำเนียบขาว
เฮเลน โทมัส เป็นตำนานของวงการนักข่าวมะกันเพราะเธอเป็นนักข่าวผู้หญิงคนแรกที่ทำข่าวการเมืองระดับชาติ ก่อนหน้านี้นักข่าวผู้หญิงจะได้รับมอบหมายให้ทำข่าวเบา ๆ เช่นลูกเมีย, เสื้อผ้าหน้าผมของประธานาธิบดีเท่านั้น
ขณะเดียวกันเธอก็ต่อสู้จนได้เป็นเจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนแรกของสโมสรนักข่าวแห่งชาติ ของวอชิงตันที่เรียกว่า National Press Club ซึ่งก่อนหน้านี้ห้ามผู้หญิงมาเป็นสมาชิกด้วยซ้ำไป
วันที่นายกรัฐมนตรีโซเวียต นิกิตา ครุสชอฟ มาปราศรัยที่สโมสรนักข่าวแห่งชาติที่สหรัฐฯ เมื่อปี 1959 นั้น เฮเลน โทมัส ก็ฟาดฟันกับเจ้าหน้าที่อยู่นานกว่าจะได้เข้าไปฟังในฐานะนักข่าว
วันนั้นเองที่ผู้นำโซเวียตอันเกรี้ยวกราดประกาศว่า “สหภาพโซเวียตจะฝังพวกคุณ (สหรัฐฯ) แน่นอน” (“We will bury you.”)
ครุสชอฟ บอกว่า เขาจะไม่พูดในเวทีสหรัฐฯไหนที่ห้ามผู้หญิงเข้าฟัง...กลายเป็น “พันธมิตร” กับเฮเลน โทมัส โดยไม่ได้นัดหมายกัน
ผมชื่นชมเธอที่ต่อสู้เพื่อไม่ให้รัฐบาลสหรัฐฯ ปกปิดข้อมูลทางการ และเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะทุกเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชน
“ถ้าปล่อยให้นักการเมืองกำหนดกติกา พวกเขาจะประทับตราลับสุดยอดแม้กระทั่งสีบนผนังของทำเนียบขาวด้วยซ้ำไป” เธอพูด
ผมชื่นชมเธอเพราะเฮเลน โทมัส ไต่เต้าขึ้นมาเป็นนักข่าวระดับชาติจากตำแหน่ง “เด็กวิ่งต้นฉบับ” ของหนังสือพิมพ์ Washington Daily News
ตำแหน่งนี้มีหน้าที่ชงกาแฟ และวิ่งหาซื้อโดนัทให้เหล่าบรรดาหัวหน้าข่าวและบรรณาธิการทุกวันอีกด้วย
เฮเลน เริ่มงานที่สำนักข่าว UPI ซึ่งครั้งนั้นมีความโด่งดังและโดดเด่นในโลกข่าวอย่างสูง เธอสังกัดอยู่กับที่นี่ยาวนานถึง 57 ปี และผันตัวเองมาเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์ในเครือข่ายของ Hearst Corp
แต่ความเห็นส่วนตัวอันร้อนแรงเกี่ยวกับคนยิวก็ทำให้เธอต้องยุติชีวิตการเป็นคนข่าวของเธออย่างฉับพลันเช่นกัน
วันที่ 27 พฤษภาคม 2010 นักสร้างหนังอิสระชื่อ David Nesenoff ไปเยี่ยมทำเนียบขาว และเจอกับเฮเลน โทมัส จึงสัมภาษณ์เธอด้วยคำถามว่ามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับอิสราเอล
เธอตอบอย่างไม่ลังเลว่า
“บอกพวกเขาให้ออกจากปาเลสไตน์เสีย จำไว้ว่าพวกเขา (ปาเลสไตน์) ถูกรุกรานยึดครอง มันเป็นที่ของพวกเขา มันไม่ใช่เยอรมัน ไม่ใช่โปแลนด์...”
ถามเธอต่อว่าแล้วจะให้คนอิสราเอลไปไหน?
เธอตอบว่า “ก็กลับบ้านซิ”
บ้านอยู่ไหน?
เธอตอบว่า “โปแลนด์, เยอรมัน, และ อเมริกาและที่อื่น ๆ ที่ไหนก็ได้...”
บทสนทนานั้นก่อให้เกิดปฏิริยาต่อต้านมากมาย หลังจากนั้นไม่กี่วัน เฮเลน โทมัส ก็ขอ “เกษียณ” จากหน้าที่งานการในสื่อเครือ Hearst
แต่ในแง่ดีของชีวิตเธอก็มีไม่น้อย...เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2009 วันที่เธอมีอายุ 89 ประธานาธิบดี บารัก โอบามา สร้างความแปลกใจให้กับนักข่าวทำเนียบขาวทุกคนด้วยการโผล่เข้ามาพร้อมกับเค้กก้อนใหญ่ และเป็นต้นเสียงร้อง Happy Birthday ให้กับนักข่าวหญิงอาวุโสที่สุดของโลกคนนี้
วันนั้น เป็นวันเกิดของโอบามา เหมือนกัน อายุเขา 48 เต็ม ๆ









