เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางสหรัฐ ยืนยันว่า รัฐบาลสหรัฐสามารถดำเนินการฟ้องบริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P)
ต่อไปได้ แม้ว่าทางเอสแอนด์พีต้องการให้ศาลยกฟ้องคดีฉ้อโกงทางแพ่ง โดยคดีนี้รัฐบาลสหรัฐฟ้องร้องเอสแอนด์พีวงเงิน 5 พันล้านดอลลาร์ โดยรัฐบาลกล่าวหาว่าสร้างความเข้าใจผิดต่อนักลงทุน ด้วยการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่สูงเกินความเป็นจริง ในข้อหาปั่นอันดับความน่าเชื่อถือเพื่อเพิ่มผลกำไร ปกปิดความเสี่ยงทางเครดิต และปิดบังการทับซ้อนของผลประโยชน์
รัฐบาลสหรัฐ ระบุว่า การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของเอสแอนด์พี ส่งผลให้นักลงทุนสูญเสียเงินจำนวนมาก และมีส่วนทำให้เกิดวิกฤติการเงินในปี 2008 โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ยื่นฟ้องเอสแอนด์พี ข้อหาฉ้อโกง ในวันที่ 4 ก.พ. หนังสือร้องเรียนของรัฐบาลสหรัฐ กล่าวหาอย่างละเอียด ถึงเรื่องที่อันดับความน่าเชื่อถือที่ไม่ได้สะท้อนถึงสิ่งที่ควรจะสะท้อน ซึ่งได้แก่ การประเมินความน่าเชื่อถืออย่างเป็นกลาง เนื่องจากการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจ ได้สร้างความมัวหมองให้แก่กระบวนการจัดอันดับ
ทั้งนี้ รัฐ 14 รัฐของสหรัฐและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กำลังฟ้องร้องเอสแอนด์พีในข้อหาเดียวกัน แม้ว่าทางเอสแอนด์พี ยืนยันว่า การจัดอันดับความน่าเชื่อถือมีความเป็นอิสระทั้งในอดีตและปัจจุบัน และพร้อมจะต่อสู้ในขั้นศาล แต่ข้อกล่าวหาถือว่าหนักพอสมควร ที่ระบุว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐแห่งนี้ จัดอันดับความน่าเชื่อถือที่สูงเกินความเป็นจริง เพื่อจะได้รับเงินค่าธรรมเนียมมากยิ่งขึ้น จากผู้ออกตราสารและนักการธนาคาร ส่งผลให้เกิดความเข้าใจในอันดับความน่าเชื่อถือ
ประเด็นสำคัญในคดีนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเกิดความเสียหายเท่าไรจากการจัดอันดับที่สูงกว่าความเป็นจริง แต่อยู่ตรงที่การอ้างความเป็นมืออาชีพในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ แม้ว่าสหรัฐจะขึ้นชื่อว่าเป็นระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ที่ให้อิสระกับปัจเจกในการเลือกตัดสินใจ ไม่ว่าจะใช้ข้อมูลจากที่ใดก็ตาม แต่กรณีนี้ถือว่าเป็นข้อยกเว้นในเรื่องเสรีภาพในเรื่องของการตัดสินใจของปัจเจก เพราะหากผิดตามข้อกล่าวหาจริง ก็หมายความว่าหากคุณมีหน้าที่ขายข้อมูลและอ้างว่าของตัวเองน่าเชื่อถือ ก็ต้องรับผลที่เกิดขึ้นด้วย
นอกจากนี้ คดีนี้ยังมีความหมายมากกว่าเรื่องความเสียหาย ก็คือ นักลงทุนที่เสียหายจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเป็นความเสียหายของนักลงทุนแต่ละคน แต่ก็สามารถฟ้องร้องเอาผิดได้ ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะว่ารัฐบาลสหรัฐถือว่าวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นนั้น เกิดความเสียหายโดยส่วนรวมของประเทศและการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ก็มีส่วนในวิกฤติที่เกิดขึ้นด้วย ดังนั้น จึงไม่ต้องรอให้ใครคนใดคนหนึ่งที่เสียหายมาฟ้องร้องเท่านั้น เพราะขณะนี้ประเทศโดยส่วนรวมและรัฐบาลได้รับความเสียหาย
คดีนี้คงต้องรอกันต่อไปว่าจะสิ้นสุดลงอย่างไร แต่เราเห็นว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างความเสียหายให้กับประเทศส่วนรวม ซึ่งหากย้อนกลับมาดูในไทยที่มีนโยบายรัฐบาลจำนวนมากออกมาในหลายรัฐบาลและได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศ โดยเฉพาะงบประมาณ อาทิ โครงการอุดหนุนสินค้าเกษตรที่ดำเนินการมาหลายรัฐบาล เมื่อมีปัญหาก็จะโทษระดับเจ้าหน้าที่แ ละรัฐบาลก็จะอ้างว่าเป็นนโยบาย แต่หากนโยบายนั้นสร้างความเสียหายให้ส่วนรวม เราควรมีมาตรการป้องกันอย่างไร
เราเห็นว่า นโยบายที่เกิดจากนักการเมืองและสร้างความเสียหาย คนไทยน่าจะมีช่องทางเอาผิดทำนองเดียวกันได้ หากใครเห็นว่านโยบายสร้างความเสียหายและโฆษณาเกินจริง ซึ่งเราไม่รู้ว่าปัจจุบันมีกฎหมายให้ดำเนินการได้หรือไม่ แต่น่าจะมีช่องทางเอาผิดกับนักการเมืองดูบ้าง หาไม่แล้ว นักการเมืองเหล่านี้ก็จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ โดยอ้างว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลและมีการตรวจสอบโดยรัฐสภา ซึ่งความรับผิดชอบแค่ "ทางการเมือง" เพียงอย่างเดียว...อาจไม่เพียงพอ









