ผมให้ดูแผนที่เอเชีย เห็นจีนกับญี่ปุ่นชัดๆ ว่า กินเนื้อที่และตำแหน่งสำคัญเพียงใด
สำหรับความมั่นคงปลอดภัยของคนที่อาศัยอยู่แถบนี้
เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่า ถ้า “พี่เบิ้มจีน” กับ “น้องยุ่น” ทะเลาะเบาะแว้งกันไม่สิ้นสุด น้องๆ ที่อยู่ข้างบ้านติดกันจะเดือดร้อนเพียงไร
ที่น่าเป็นห่วง คือ ความขัดแย้งระหว่าง “มังกรจีน” กับ “ซามูไร” ยังคุกรุ่นต่อเนื่อง ต่างฝ่ายต่างชี้นิ้วกล่าวหากันไม่หยุด
เพราะว่า อยู่ดีๆ รัฐบาลญี่ปุ่นก็ประกาศ “ซื้อ” บางส่วนของหมู่เกาะ ที่เป็นข้อพิพาทกับจีนจากเอกชนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งจีนบอกว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและสร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์กับจีน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ล่าสุด รัฐบาล นายกฯ ชินโซ อาเบะ ออก “สมุดปกขาวความมั่นคง” (Defence White Paper) ชี้นิ้วเปรี้ยงไปที่จีนว่าเป็นประเทศที่ “คุกคาม” ชาติอื่น และใช้ “กำลัง” เพื่อที่จะปกปักรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
ภาษาที่ใช้ในเอกสารทางการญี่ปุ่นครั้งนี้ ดุดันและเข้มข้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ใช้คำว่าการที่จีนทำกิจกรรมทางทหารใกล้ๆ หมู่เกาะที่เป็นข้อพิพาทระหว่างสองประเทศนี้อย่างโจ๋งครึ่มเป็น “อันตราย” ที่อาจนำไปสู่ “ภาวะฉุกเฉิน”
ที่ทำให้ปักกิ่งต้องตอบโต้ทันควัน ก็คือ ข้อกล่าวหาในสมุดปกขาว ที่บอกว่า “จีนควรจะทำตามกติกาสากล แทนที่จะใช้กำลัง”
โฆษกจีนโต้ฉับพลันว่า รัฐบาลญี่ปุ่นบิดเบือนความจริง จงใจที่จะยั่วยุจีนให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มขึ้น และยืนยันว่า จีนไม่เคยใช้กำลังในการแก้ปัญหาและได้พยายามหาทางเจรจาหาทางออกจากข้อพิพาทนี้อย่างสันติมาตลอด
จีนบอกว่า ญี่ปุ่นต่างหากที่ดื้อดึง ไม่ยอมหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ และใช้วิธีการต่างๆ เพื่อที่จะไม่นำไปสู่หนทางแห่งการปรองดองระหว่างเพื่อนบ้าน
ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสองชาติใหญ่แห่งเอเชีย คือ หมู่เกาะที่จีนเรียก “เตียวหยู” และ ญี่ปุ่นใช้ชื่อว่า “เซนกากุ”
ในหลายจังหวะที่ทั้งสองฝ่ายส่งเรือลาดตระเวนของตนเข้าไปใกล้บริเวณหมู่เกาะนั้น เกิดการ “เสียดสี” กันกลางทะเล จนกลายเป็นประเด็นของการประท้วงกันและกัน
ไม่มีใครเป็นกรรมการมาไกล่เกลี่ยได้ เพราะว่าเมื่อสหรัฐประกาศนโยบายให้ความสำคัญกับเอเชียมากขึ้น ด้วยการโยกกองกำลังทางทะเลจากมหาสมุทรแอตแลนติกบางส่วนมาเสริมกองกำลังทางน้ำในเอเชียแปซิฟิก จีนก็ยิ่งเกิดความคลางแคลงใจ ในเจตนาทางความมั่นคงของสหรัฐ
จีน มองว่า วอชิงตันยืนอยู่ข้างญี่ปุ่นในกรณีนี้อย่างแน่นอน แม้ว่าสหรัฐจะพยายามบอกว่าไม่ถือหางใคร ในเรื่องนี้ก็ตาม
ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านี้ ก็คือ นายกฯ อาเบะ ของญี่ปุ่น ประกาศว่าจะปรับปรุงกองกำลังทหารให้เข้มข้นขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เท่ากับป่าวประกาศว่า หากมีเรื่องเผชิญหน้าทางทหารในทะเลกับจีน (หรือเกาหลีใต้ในข้อพิพาทเรื่องเกาะอีกด้านหนึ่ง) ญี่ปุ่นก็จะไม่ “ไร้เขี้ยวเล็บ” อย่างที่เป็นมาตลอด ตั้งแต่ถูกรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยสหรัฐ “ถอดเขี้ยวถอดเล็บ” ทางทหารมาตลอด
แปลว่า บรรยากาศเหนือบ้านเราขึ้นไป ก็จะร้อนรุ่มขึ้นมาทันที
ผมอ่านท่อนหนึ่งของ “สมุดปกขาว” แล้ว ก็เห็นภาพของการรื้อฟื้นสมรรถภาพทางทหารของญี่ปุ่น อย่างชัดเจน
เพราะตอนหนึ่งระบุว่า รัฐบาลกำลังวางแผนจะเสริมกำลังทางทหารของตน เพื่อที่จะสามารถ “โจมตีฐานของศัตรูเพื่อเป็นการสกัดกั้นการคุกคามด้วยจรวดขีปนาวุธ”
แต่ก่อน หากผมอ่านข้อความนี้แล้ว จะเข้าใจว่าญี่ปุ่นหมายถึงเกาหลีเหนือ
วันนี้...เจอถ้อยความอย่างนี้ ผมอดคิดไม่ได้ว่า “ซามูไร” กำลังรำดาบใส่ “มังกร” ตัวใหญ่ใกล้บ้านเสียแล้วกระมัง









