วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โอกาส ต้องลงมือสร้าง

เหมือนว่าจะเป็นข่าวดี ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจทั่วโลกซบเซา เมื่อบริษัทวิจัยอิสระ "ไอดีซี" ได้ออกมาคาดการณ์

การใช้จ่ายไอซีทีไทยปี 2556 มีมูลค่าแตะ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.6 แสนล้านบาท เติบโตขึ้น 9.8% เมื่อเทียบกับปี 2555 โดยอัตราการใช้จ่ายไอซีทีของไทยสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของภูมิภาคอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย พร้อมให้เหตุผลสำคัญที่ไม่ปรับตัวเลขลดลง เนื่องจากมีมุมมองว่า ต่อไปไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

จากปีนี้จนถึงปีหน้าไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านไอทีของอาเซียน โดยมีเทรนด์เทคโนโลยีที่มาแรง คือ คลาวด์ และ บิ๊กดาต้า การใช้จ่ายด้านไอซีทีของไทยมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง จากขณะนี้กลายเป็นที่จับตามองของบริษัทซอฟต์แวร์ต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย และ สิงคโปร์ ซึ่งมองหาโอกาสเข้ามาขยายธุรกิจในไทยที่วางตำแหน่งไว้เป็นศูนย์กลาง ที่จะขยายตลาดไปสู่อินโดนีเซีย พม่า ลาว และ กัมพูชา ส่งผลให้คาดว่าปีนี้เฉพาะการใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์จะเติบโตที่ 11.2% ขับเคลื่อนโดยเทรนด์บิ๊กดาต้าและการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับภาคธุรกิจ

พร้อมกันนี้ ไอดีซี ประมาณการด้วยว่า ตลาดพีซี หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ซึ่งรวมทั้งเครื่องตั้งโต๊ะ หรือ เดสก์ท็อป และ โน้ตบุ๊ค แม้ปีนี้จะเติบโตในอัตราติดลบต่ำสุดกว่าที่เคยเป็นมาที่ -7% จากปีก่อนเคย -3% แต่เชื่อว่า จะเป็นการติดลบต่ำที่สุดแล้ว ปีหน้าจะค่อยๆ กระเตื้องขึ้น และเห็นได้ชัดไตรมาสที่ 2 จากผลของอายุการใช้งาน ถึงเวลาต้องเปลี่ยนเครื่องกันแล้ว หากอัตราเติบโตจะไม่หวือหวา อยู่ที่ตัวเลขหลักเดียว ต่างจากผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย อย่าง สมาร์ทโฟนและแทบเล็ต ที่การเติบโตก้าวกระโดด 70% และ 94% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของตลาดไอซีทีไทย ที่บริษัทวิจัยประเมินว่ายังแข็งแรงดี ทำให้มีกำลังใจขึ้น แต่หากเปิดไส้ในดูแล้ว ตลาดไอซีทีประมาณ 80% คือ การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ ตลอดจนกระทั่งโทรศัพท์มือถือยี่ห้อและรุ่นต่างๆ หาที่เป็นของไทยได้ยาก ส่วนของผู้ผลิตพีซีนับวันยิ่งลดน้อยลง เพราะไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง สู้แบรนด์ระดับโลกไม่ได้ หรือ การเปิดให้บริการโทรศัพท์ระบบ 3จี 2100 เมกะเฮิรตซ์ ที่ผู้ให้บริการทั้งหลายได้ทยอยออกผลิตภัณฑ์ภายใต้ยี่ห้อของตัวเอง แต่ก็เป็นการว่าจ้างจีน หรือเกาหลีผลิตเพื่อมาทำตลาด รายได้ที่แท้จริงของบริษัทไทย คือ การทำตลาด ซื้อมาขายไป และเพิ่มมูลค่าด้านงานบริการทั้งคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ

ฉะนั้น ความยินดีที่มีต่อตัวเลขคาดการณ์ ตลาดไอซีทีจึงไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากภาครัฐ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางนโยบายด้านไอซีทีไว้ชัดเจน และเดินหน้าปฏิบัติ ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามที่รัฐบาลเปลี่ยน มาถึงวันนี้ประเทศไทยน่าจะมีโอกาสก้าวหน้าด้านการเป็นผู้ผลิต สร้างผลงานจากการวิจัยและพัฒนาในประเทศขึ้นมาได้บ้าง แต่ถึงเวลานี้โอกาสเหล่านั้นเกือบเป็นศูนย์ ดังนั้น ต้องมุ่งมั่นตั้งเป้าหมายของประเทศ จะชูการให้บริการด้านไอซีทีนำหน้าก็ทำไป แต่ต้องสร้างบุคลากรคุณภาพรองรับอย่างเพียงพอ และต้องส่งออกบริการได้ทุกโอกาส สร้างได้ด้วยมือคน โดยมีนโยบายรัฐหนุน