ฉบับที่แล้วได้พูดถึงที่มาของกฎหมายการแข่งขันทางการค้าและการผูกขาดของประเทศไทย
โดยปัจจุบันได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 (กฎหมายแข่งขันทางการค้า) รวมถึงผู้เขียนได้กล่าวถึงกฎเหล็ก 5 ประการของกฎหมายแข่งขันทางการค้าโดยคร่าวๆ ไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง วันนี้เรามาลงลึกกันอีกนิดถึงกฎเหล็กแต่ละข้อว่าคืออะไร และการใช้บังคับกฎดังกล่าวในทางปฏิบัติมีมากน้อยเพียงใด โดยมาเริ่มกันที่กฎแรกตามมาตรา 25 ของกฎหมายแข่งขันทางการค้ากันค่ะ
มาตรา 25 ของกฎหมายแข่งขันทางการค้า เป็นข้อห้ามไม่ให้ผู้ประกอบการใช้อำนาจเหนือตลาด ซึ่งตามมาตรา 3 ของกฎหมายแข่งขันทางการค้าได้ให้คำนิยามของคำว่า “ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด” ไว้ว่า ผู้ประกอบธุรกิจรายหนึ่งหรือหลายรายในตลาดสินค้าใดสินค้าหนึ่งหรือบริการใดบริการหนึ่ง ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดและยอดเงินขายเกินกว่าที่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้ากำหนด โดยให้พิจารณาสภาพการแข่งขันของตลาดด้วย
เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2550 คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าได้ออกประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด โดยกำหนดกรอบของคำว่า “ส่วนแบ่งตลาดและยอดเงินขาย” ไว้ดังนี้
(1) ผู้ประกอบธุรกิจรายใดรายหนึ่งในตลาดสินค้าใดสินค้าหนึ่งหรือบริการใดบริการหนึ่ง ที่มีส่วนแบ่งตลาดในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป และมียอดขายในปีที่ผ่านมาตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป หรือ
(2) ผู้ประกอบธุรกิจสามรายแรกในตลาดสินค้าใดสินค้าหนึ่งหรือบริการใดบริการหนึ่ง ที่มีส่วนแบ่งตลาดในปีที่ผ่านมารวมกันตั้งแต่ร้อยละ 75 ขึ้นไป และมียอดขายในปีที่ผ่านมาตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป เว้นแต่มีผู้ประกอบธุรกิจรายใดรายหนึ่งในสามรายแรกที่มีส่วนแบ่งตลาดในปีที่ผ่านมาต่ำกว่าร้อยละ 10 และมียอดขายในปีที่ผ่านมาต่ำกว่าหนึ่งพันล้านบาท
ดังนั้น หากผู้ประกอบธุรกิจรายใดไม่เข้าข่ายกรอบของ “ส่วนแบ่งตลาดและยอดเงินขาย” ตามที่กล่าวข้างต้น ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาด
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะได้มีการประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาว่ากรณีใดถือว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดแล้วก็ตาม แต่ปัญหาในทางปฏิบัติคือ ไม่มีกรอบในการพิจารณาว่า อะไรคือขอบเขตตลาดสินค้าหรือบริการ รวมถึงส่วนแบ่งตลาดและยอดเงินขาย กล่าวคือ ดูกันที่จุดไหน จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2552 สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าก็ได้วางแนวทางกรอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวไว้เพื่อให้หน่วยงานที่กำกับดูแลนำมาใช้เป็นฐานในการพิจารณา
ทีนี้เรามาพิจารณากันต่อว่า การที่เป็น “ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด” ถือเป็นความผิดหรือไม่ คำตอบคือ การเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดไม่ถือว่าเป็นความผิดแต่ประการใดค่ะ จริงๆ ถ้ามองกันแบบตรงๆ ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการที่ถูกพิจารณาว่า เป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาดต้องถือว่าบริษัทคุณใหญ่ และมีผลประกอบการที่ดี เพียงแต่พอไปเข้าข่ายเป็น “ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด” แล้ว ก็อาจอยู่ในข่ายที่ต้องพึงระวังไม่ให้มีพฤติกรรม หรือการกระทำที่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 25 ของกฎหมายแข่งขันทางการค้าเท่านั้น โดยพฤติกรรมหรือการกระทำต้องห้ามสำหรับผู้ประกอบกิจการที่ถือเป็น “ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด” มีดังนี้ค่ะ
(1) มีการกำหนดหรือรักษาระดับราคาซื้อหรือขายสินค้า หรือค่าบริการอย่างไม่เป็นธรรม เช่น การกำหนดราคารับซื้อหรือขายในราคาที่สูงหรือต่ำ หรือปรับราคารับซื้อหรือขายสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาด ที่มีการแข่งขันในภาวะการค้าปกติ ซึ่งส่งผลให้คู่แข่งรายอื่นไม่สามารถแข่งขันได้ เป็นต้น
(2) มีการกำหนดราคาซื้อหรือขายหรือกำหนดค่าบริการในลักษณะที่นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ตาม (1) ข้างต้นอย่างไม่เป็นธรรม เช่น การบังคับไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ลูกค้าต้องยอมรับในเงื่อนไขและต้องปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม โดยการบังคับดังกล่าวไม่ได้มีผลทำให้คุณภาพของสินค้าดีขึ้น หรือการบังคับให้คู่ค้าจะต้องไม่ติดต่อธุรกิจกับผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น เป็นต้น
(3) มีพฤติกรรมหรือการกระทำในลักษณะที่เป็นการระงับ ลด หรือจำกัดการบริการ การผลิต การซื้อ หรือจำหน่าย การส่งมอบ การนำสินค้าเข้ามาในประเทศโดยไม่มีเหตุผลอันควร นอกจากนั้น ยังรวมถึงพฤติกรรมหรือการกระทำที่มีลักษณะเป็นการทำลายหรือทำให้สินค้าเสียหาย เพื่อลดปริมาณสินค้าให้ต่ำกว่าความต้องการของตลาดที่มีอยู่ตามปกติ โดยมีเจตนาที่จะทำให้ราคาสินค้าในตลาดสูงขึ้น
(4) มีพฤติกรรมหรือการกระทำในลักษณะที่เป็นการแทรกแซงการประกอบธุรกิจของผู้อื่น โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลให้คู่แข่งไม่สามารถแข่งขันได้ หรือเข้าสู่ตลาดได้ยาก
พฤติกรรมและการกระทำทั้ง 4 ประการตามที่กล่าวข้างต้นนั้นเป็นไปตามกฎหมายบ้านเรา ในขณะที่กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าของประเทศอื่น มีการกำหนดพฤติกรรมและการกระทำที่มากกว่าบ้านเรา เช่น พฤติกรรมที่มีลักษณะในการจำกัดการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค เป็นต้น
ทั้งนี้ เท่าที่ผู้เขียนได้ตรวจสอบสถิติเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 25 นับตั้งแต่กฎหมายแข่งขันทางการค้าประกาศใช้บังคับจนถึงขณะนี้ มีเรื่องร้องเรียนไม่ถึง 20 เรื่อง ทั้งๆ ที่มีบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศเรามากมายที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเข้าข่ายเป็น “ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด” มองโลกในแง่ดีคือ ผู้ประกอบธุรกิจบ้านเราไม่เอาเปรียบ มีเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจ หรือถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่ง คนไทยมีลักษณะยอมกันได้ก็ยอมกันไป ไม่จำเป็นก็ไม่อยากมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล หรือไปขัดแข้งขัดขาใคร
ฉบับนี้เราได้ศึกษากฎเหล็กข้อแรกกันไปแล้วนะคะ ฉบับหน้าเรามาศึกษากฎเหล็กข้อที่ 2 ตามมาตรา 26 ของกฎหมายแข่งขันทางการค้า ซึ่งกำลังเป็นที่ได้รับความสนใจอยู่ในขณะนี้กันค่ะ
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่









