ผมถามท่านเอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทย Shanel Nasser เมื่อสัปดาห์ก่อน
ระหว่างการสัมภาษณ์ออกวิทยุ FM 90.5 ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดในประเทศของท่านจะเรียกว่า “coup” (รัฐประหาร) หรือไม่ ท่านตอบอย่างไม่ลังเลว่า
“Absolutely not.” (ไม่ใช่แน่ๆ)
เป็นการค้านกับสิ่งที่คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่ม Muslim Brotherhood ที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด มอร์ซี ที่ถูกโค่นไป ซึ่งประณามการกระทำของกองทัพอียิปต์ครั้งนี้ว่าเป็น “coup” พันเปอร์เซ็นต์ เพราะจะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่านี่คือการที่ทหารใช้อำนาจของตนเองเข้าล้มล้างรัฐบาล ที่ได้ผ่านการเลือกมาจากประชาชนและฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งต่อหน้าต่อตา
ท่านทูตอียิปต์ บอกว่า ที่ไม่เรียกการล้มล้างครั้งนี้ว่าเป็นรัฐประหาร เพราะท่านอ้างว่าทหารเพียงแค่ทำตามคำเรียกร้องของประชาชน ที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง
“ทหารไม่ได้ต้องการปกครองประเทศ แต่ต้องการจะจัดระเบียบใหม่ เพื่อให้กลับไปสู่การเลือกตั้ง ที่จะสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง” ท่านทูตบอก
เป็นคำอธิบายที่ผู้คนจำนวนมากคงยอมรับไม่ได้ แต่เป็นเหตุผลทางการของทหาร และประชาชนผู้ไม่พอใจการบริหารแบบ มอร์ซี หนึ่งปีเต็มที่ไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานเช่น ความยากจน ข้าวยากหมากแพง และความขาดแคลนในสิ่งอำนวยความสะดวกประจำวันของชาวบ้านได้
ที่เป็นบทเรียนสำคัญที่สุด เห็นจะเป็นว่าการเลือกตั้งอย่างเดียว คงไม่ได้นิยามความเป็น “ประชาธิปไตย” ได้ทั้งหมด เพราะว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว หากได้รับเลือกตั้งมา แต่ปกครองประเทศด้วยวิธีการที่กระจุกอำนาจอยู่ในคนกลุ่มเดียว ไม่ฟังเสียงคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม ก็จะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งที่จบลงด้วยการเผชิญหน้าและความรุนแรง
นิตยสารไทม์ เล่มล่าสุดขึ้นปกฝูงชนคนอียิปต์ และแบ่งเป็นสองข้าง ด้านหนึ่งเรียก World’s Best Protestors และอีกข้างหนึ่งคือ World’s Worst Democrats
ความหมาย คือ “ผู้ประท้วง” ที่ดีก็มี และ “นักประชาธิปไตย” ที่แย่ก็ไม่น้อย
อีกนัยหนึ่ง การติดป้ายชื่อเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นั้น ไม่ได้มีความหมายเดียวเหมือนอย่างที่เคยเข้าใจกันอย่างแต่ก่อน
ภาพลักษณ์ของคำว่า “นักประชาธิปไตย” แต่เดิม คือ คนดีอันน่าพึงปรารถนา เพราะอ้างว่าทำเพื่อประชาชน
ขณะที่ใครถูกเรียกว่า “นักประท้วง” ก็มักจะถูกเข้าใจว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวายและสร้างปัญหาให้กับสังคม
แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ยิ่งนับวันการเมืองของโลกก็ยิ่งมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งความหมายเดิมก็ถูกเปลี่ยนไปไม่น้อย เพราะไม่มีใครสามารถอ้าง “สูตรตายตัว” ของตนเพื่อ “ติดป้าย” ให้กับตัวเอง และยัดเยียดชื่อเสียงเรียงนามอีกอย่างหนึ่งให้กับคนอื่น เพื่อให้เห็นว่าตัวเองดีกว่าอีกคนหนึ่ง
วันนี้ คำว่า “ประชาธิปไตย” อาจจะถูกอ้างไปใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อจะนำไปสู่การได้อำนาจมา เพื่อจะแปรเปลี่ยนเป็น “เผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง” เท่านั้น
โดยเฉพาะ หากผู้ที่ได้รับอาณัติจากประชาชนผ่านบัตรหย่อนคะแนน เข้าใจผิด คิดเหมาเอาเองว่าเมื่อได้อำนาจมาแล้วจะทำอะไรก็ได้ จะฟังใครหรือไม่ฟังใครก็ได้ และจะกำหนดทิศทางของประเทศไปตามแนวทางที่พวกตนต้องการเท่านั้น ก็เท่ากับเป็นการใช้คำว่า “กระบวนการประชาธิปไตย” เพื่อผลประโยชน์แห่งตนเท่านั้น โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ได้รับผลพวงแห่งความเป็นประชาธิปไตย อย่างแท้จริง
คำว่า inclusive democracy หรือ participatory democracy จึงกลายเป็นคำนิยามขยายผลที่มีความสำคัญ
เพราะว่าหมายถึงการที่ผู้มีอำนาจเปิดทางให้คนทุกหมู่เหล่า “มีส่วนร่วม” อย่างจริงจังในการบริหารประเทศในรูปแบบต่างๆ ที่สะท้อนถึงการเปิดกว้างสำหรับความเห็นที่แตกต่างและการรับฟังข้อเสนอที่เป็นทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับแนวทางของกลุ่มนักการเมืองที่มีอำนาจในขณะนั้น
บทเรียนจาก Arab Spring ไม่ได้จบลงเพียงการโค่นเผด็จการในอดีตเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการดำเนินงานต่อเนื่อง ด้วยการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพื่อนิยามคำว่า democracy ให้เข้ากับมิติใหม่ของความหลากหลายในสังคมยุค social media ที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองกลุ่มใดจะสามารถควบคุมสั่งการได้ทุกอย่าง...เหมือนในอดีตอีกด้วย






