การตรวจราชการของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่จ.บุรีรัมย์ มีกรณีที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ นางสนิท ทิพย์นางรอง
หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า "น้าน้อย" ซึ่งเป็นชาวบ้าน บ้านทองลิ่ม ต.หนองโบสถ์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และเป็นผู้ที่ร่วมพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีถึงการทำการเกษตร ซึ่งถือว่า "น้าน้อย"เป็นตัวอย่างของเกษตรกรที่ได้รับเลือกมาพูดคุยเป็นการเฉพาะ แต่ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือการทำการเกษตรกรของ"น้าน้อย"ได้ยึดถือแนวคิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง โดยเฉพาะการเกษตรแบบผสมผสาน
น้าน้อยบอกว่าได้รับถ่ายทอดความรู้จากหลายหน่วยงาน และที่สำคัญคือมีโอกาสได้ชมบอร์ดแสดงนิทรรศการด้านการเกษตรที่เป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง และการปลูกพืชเกษตรแบบผสมผสาน จึงใช้พื้นที่ที่มีอยู่ทำการเกษตรหลายอย่าง อาทิ ปลูกข้าว ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง พริก ถั่วฝักยาว แตงกวา เลี้ยงปลา เลี้ยงวัว เลี้ยงหมู ฯ โดยจะเน้นผัก และสัตว์ที่ขายแล้วได้ราคา ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของราคาของสินค้าเกษตรด้วย
น้าน้อยบอกอีกว่าการเลี้ยงสัตว์นั้น ขายหมูได้ราคาแสนกว่าบาท วัวและควาย 7 หมื่นบาท และสามารถนำพืชผักใบหญ้าในสวนมาเลี้ยงสัตว์ และเมื่อสัตว์ถ่ายมูลออกมานำไปใส่เป็นปุ๋ยในไร่นาแทนปุ๋ยเคมีด้วย จึงทำให้ข้าวและพืชที่ปลูกปลอดสารเคมี 100% และยังมีคุณภาพดีมาก นอกจากนี้ การเลี้ยงปลาก็เน้นปลาที่มีมูลค่าสูง อาทิ ปลาสวาย ปลายี่สก ปลากระพง ปลาบึก อีกทั้งปลูกข้าวโดยปลอดสารเคมี ซึ่งหากเป็นข้าวเปลือกจะขายได้ 3 หมื่นบาทต่อตัน แต่ถ้าแปรรูปแล้วเคยขายได้สูงสุดราคา 6 หมื่นบาทต่อตัน
น้าน้อยบอกว่าราคาข้าวที่ขายนั้นสูงกว่าราคารับจำนำของรัฐบาล จึงทำให้ไม่ต้องพึ่งนโยบายของรัฐบาลเลย เพราะคิดว่าการพึ่งตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงได้ตั้งศูนย์ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการเกษตรบริเวณบ้านและเปิดเป็นศูนย์อินเทอร์เน็ตของชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านมาใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตรและใช้ติดตามราคาสินค้าเกษตร และยังทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการทำงานและตรวจสอบความเสี่ยงในการลุงทุนด้วย
ตัวอย่างของน้าน้อยที่พึ่งพาตนเองนั้นไม่ใช่เป็นกรณีแรก ก่อนหน้านี้มีครอบครัวเกษตรกรตัวอย่างมากมายที่หันมาพึ่งพาตนเองมากกว่ารัฐบาล เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลหรือนักการเมืองที่ชอบอ้างว่าชาวบ้านชอบอย่างนั้นหรือขาดแคลนอย่างนี้ แต่ความจริงแล้วเป็นการคิดเอาเองของหน่วยราชการหรือนักการเมืองเสียมาก และปัญหาของนโยบายที่คิดแทนชาวบ้านก็คือการสิ้นเปลืองงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า เพราะการช่วยเหลือไม่ตรงจุดหรือเกิดการรั่วไหล
เราเห็นว่ากรณีของน้าน้อยที่ขายข้าวอินทรีย์ได้ราคาสูงกว่าราคารับจำนำของรัฐบาลและไม่ต้องพึ่งพากลไกรัฐบาลในการขายข้าว สะท้อนให้เห็นว่านโยบายรับจำนำแบบไม่แยกแยะนั้นเป็นนโยบายที่คิดขึ้นมาจากระดับนโยบายโดยไม่มีการสำรวจข้อเท็จจริง ซึ่งประเด็นข้าวอินทรีย์นั้นมีคนเตือนก่อนหน้านั้นแล้วว่าให้รัฐบาลส่งเสริม ดีกว่าการรับจำนำในปัจจุบัน แต่รัฐบาลไม่สนใจ เพราะชอบประชานิยมแบบสุดขั้วเพื่อให้คนพูดถึงและได้รับความนิยมทางการเมือง ถือเป็นอีกตัวอย่างของระดับนโยบายที่ชอบคิดแทนชาวบ้านโดยปราศจากข้อมูลที่แท้จริง









