วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นำเสนอลีลามืออาชีพ

การนำเสนอ หรือ Presentation Skills เป็นทั้งทักษะและศิลปะที่สำคัญยิ่งสำหรับมืออาชีพทุกแขนง ที่ต้องสื่อสาร ทำความเข้าใจ

ตลอดจนโน้มน้าวคนรอบข้าง

หากเรามีความรู้ลึกซึ้ง มีไอเดียบรรเจิด แต่ไม่ได้แจ้งเกิดเสียที เพราะไม่มีใครเข้าถึง พูดแล้วเขาไม่เข้าใจ เล่าทีไรคนยิ่งงง น่าจะได้เวลาลงแรงหาทักษะเติมเสริมเรื่อง Presentation Skills ค่ะ

ล่าสุด ดิฉันได้ฟังแนวทางที่มืออาชีพชั้นครู ฝึกมืออาชีพด้วยกัน ในการนำเสนอบนเวทีที่เลื่องลือ จึงขอถือโอกาสนี้มาเล่าต่อประเด็นที่น่าสนใจให้ท่านผู้อ่านลองนำไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดในที่สาธารณะ ที่ประชุม บนเวที หรือที่ใดๆ ที่ต้องการให้คนฟังทั้งทึ่งและอึ้งด้วยความประทับใจ

เวทีโด่งดังที่กล่าวถึง ซึ่งมีคนทั่วโลกติดตามฟังทั้งเนื้อหาและผู้นำเสนอ ชื่อ TED.com ค่ะ

รายการนี้ เริ่มมีมากว่า 30 ปี โดยมีคำขวัญว่า “ideas worth spreading” หรือ “ความคิดที่ทรงคุณค่าน่าเผยแพร่”

ปัจจุบัน TED.com เป็นเวทีที่มีคนทั้งเก่งและดังจากทั่วโลก ผลัดกันขึ้นมาเล่ามุมมองและเนื้อหาสารพัด ชื่อคนที่จัดว่าเราน่าจะคุ้นเคย มีอาทิ Bill Clinton อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ Al Gore อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ Bill Gates ผู้เกรียงไกรในนาม Microsoft Larry Page และ Sergey Brin ผู้ก่อตั้ง Google ตลอดจนผู้ที่ได้รางวัลโนเบิลสาขาต่างๆ ก็ไม่เคยห่างหายจากเวทีนี้

ก่อนหน้านี้ บัตรเข้าฟัง TED นอกจากแพงระยิบแล้ว ยังไม่ใช่ใครก็เข้าไปฟังได้ เพราะต้องผ่านการสมัคร หรือ ได้รับเชิญเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา TED.com เริ่มเผยแพร่ผลงานการบรรยายทั้งหลายที่เขาคัดมา มีกว่า 1500 ชิ้น ให้พวกเราดูได้ไม่เสียสตางค์ผ่านโลก on-line

ปัจจุบันมีคนทั่วโลกเข้าชมและฟัง TED.com แล้วกว่า 1 พันล้านครั้ง!

คนที่มีส่วนสำคัญทำให้เวทีนี้ทรงอิทธิพลและมีผลงานเป็นที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นด้านเนื้อหาและลีลาการนำเสนอ คือ คุณ Chris Anderson ซึ่งเป็น “curator” หรือ ผู้ดูแลประมวลผลงานของ TED.com

คุณ Chris มีหน้าที่สำคัญหนึ่ง คือร่วมมือใกล้ชิดกับผู้รับเชิญพูด เพื่อปั้นผลงานการพูดให้ได้เกณฑ์มาตรฐานสูงปรี๊ดของ TED.com โดยส่วนใหญ่ใช้เวลา 6-9 เดือนในการเตรียมการแต่ละครั้ง กว่าจะเป็น “ideas worth spreading”

ตัวอย่างเกณฑ์ที่เข้มงวดของการพูดบนเวที TED คือ

1.ต้องไม่เกิน 18 นาที ขาดตัว!

ผู้พูดต้องเตรียมเนื้อหา และซักซ้อมๆๆ กับผู้จัดอย่างดี เพราะพี่เขาเข้มจริง ว่าทุกสิ่งต้องอยู่ภายใน 18 นาที ไม่มีเกิน
เพราะจากประสบการณ์ของ TED หากอยากให้คนนั่งฟังใจจรดจ่อ ขออย่าเกิน 18 นาทีครับ

ท่านผู้อ่านที่ต้องนำเสนอ จึงอย่าเผลอยาว

หากต้องใช้เวลา ก็ต้องหาช่วงคั่น มีพัก หรือ ให้ผู้ฟังได้เปลี่ยนอิริยาบถ จดไว้เป็นบทเรียนที่หนึ่งค่ะ

2.เจาะเลือกเนื้อหา

คุณ Chris ฟันธงว่า ความสำคัญของเนื้อหามาก่อนสิ่งใด

ต้องใส่ใจพิถีพิถันว่าจะเล่าเรื่องอะไร และ เข้าใจคนฟังขนาดไหน

แทนที่จะคิดว่า “เราอยากเล่าเรื่องอะไรดีน้า”

ให้คิดว่า “ทำไมเขาจึงควรอยากฟังเรื่องที่เราจะเล่าน้า”

หากตั้งหลักว่าเขาจะได้ประโยชน์อะไร สิ่งที่พูดจะได้ใจ ได้ความกว่ามาก

ที่สำคัญ ต้องวางโครงเรื่องให้ลงตัว เลือกเจาะเฉพาะประเด็นที่โดดเด่น โดยเลี่ยงเล่าทุกอย่างที่ขวางหน้า จนมีแต่น้ำใส ไม่มีเนื้อเน้นๆ

3.เล่าแบบเก๋า

นอกจากนั้น วิธีการวางโครงเรื่องที่จะเล่าอย่างมือเก๋า คือ คิดเสมือนว่าเราจะพาคนฟังเดินทางไปที่ไหนสักที่ จึงต้องมีจุดเริ่มต้น จวบจนจบที่จุดหมายปลายทาง

หรือ เป็นดั่งเช่นหนังนักสืบ ที่ตั้งต้นโดยมีประเด็นให้เริ่มค้นหา แล้วจึงนำพาคนฟังไปพบกับคำตอบ

การเล่าเรื่องจึงต้องโยงใย มีเปิด มีเนื้อเรื่อง มีลงท้าย โดยไม่ปล่อยให้ผู้ฟังหลงทางระหว่างดำเนินเรื่อง

4.ต้องเปิดให้แรง!

วิธีเปิดการนำเสนอสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่จะดึงตรึงให้คนฟังนั่งอย่างตั้งใจหรือไม่

ต้องขึ้นให้โดนใจแบบ ”ใช่เลย!”

ตัวอย่างข้อแนะนำของ TED ในการเริ่มนำเสนอ คือ

กระชับ ชัดเจน หลีกเลี่ยงการอารัมภบทยาวยืดอืดอาดกวาดทุกประเด็น หากเป็นไปได้ต้องชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้น่าสนใจ สำคัญอย่างไร ทำไมเขาจึงควรฟัง

นอกจากนั้น การเปิดโดยใช้ประเด็นที่น่าสงสัย น่าแปลกใจ ก็ดึงดูดคนฟังได้ ไม่ธรรมดา

ทั้งนี้ คุณ Chris ย้ำว่า กรุณาอย่าเริ่มโดยกระหน่ำให้ข้อมูลหรือตัวเลข และ ต้องเบรกตัวเอง หากอยากเริ่มโดยเล่าให้คนฟังรัยรู้ว่าเราเก่งอย่างไร เพราะไม่ค่อยมีใครอยากฟังคนที่ยืนยกย่องตัวเองแบบไม่เกรงใจใคร

เขาเล่าว่า เห็นผู้พูดที่มีเรื่องดีมหัศจรรย์เตรียมมาเล่า แต่จบเศร้าอย่างน่าเสียดาย เพราะเตรียมเปิดไม่ดี คนจึงหนี หรือฟังแบบพอเป็นพีธีเท่านั้น

ประเด็นเปิดนี้จึงต้องใส่ใจใคร่ครวญ และ ฝึกซ้อมให้แม่น

เริ่มดี ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งค่ะ

สัปดาห์หน้า มาฟังข้อแนะนำต่อว่านำเสนออย่างไรให้ได้ใจคนฟังนะคะ

อนึ่ง หัวใจที่ TED เตือนย้ำว่าสำคัญอย่างยิ่ง คือ ผู้พูดห้ามมั่ว ต้อง “พูดจริง” ห้ามแค่ “พูดจัง”

ที่สำคัญ อย่าดูถูกวุฒิภาวะของผู้ฟัง!

เราน่าจะพิจารณาส่งนักการเมืองทั้งโลกส่วนใหญ่ ไปเข้าการอบรมวิธีการสื่อสารแบบ TED ให้เข็ดไหมคะ