วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงแมนยูจะมาไทย เราก็ไม่ได้ไปบอลโลก

เมื่อวานนี้สาวกผีแดงที่ไปต้อนรับทีมโปรดถึงสนามบินดอนเมืองคงรู้สึกคึกคักกันเป็นพิเศษ ในฐานะคอบอลคนหนึ่งอาการเห่อทีมโปรดเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แต่ท่ามกลางความดีใจเหล่านี้ แฟนบอลไทยทุกคนคงจะมีอาการเศร้าเล็กๆ เจ็บลึกๆ เหมือนกันที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนโค้ชสักกี่คน บอลไทยก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะไปบอลโลก และน่าจะเจ็บใจกว่านี้อีกถ้ารู้ว่า ในปีที่ผ่านมา ฟีฟ่าจัดอันดับเราไว้ต่ำกว่าประเทศซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่ออย่างเอสโตเนียและเบนินถึงเกือบเท่าตัว

ลองย้อนกลับไปดูรายชื่อของทีมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของบอลโลกปี 2010 เราจะเห็นว่า มีทีมจากประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน มีทั้งประเทศพัฒนาแล้วอย่างเยอรมนี อังกฤษ ญี่ปุ่น และประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างปารากวัยและกานา แต่พอยิ่งเข้ารอบลึกขึ้น รายชื่อของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนก็หายไปเรื่อยๆ จนในรอบชิงชนะเลิศ ผู้เข้าชิงถ้วยฟุตบอลโลกก็เหลือแต่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งนั้น

ข้อสังเกตดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างไร? เป็นไปได้หรือไม่ว่า ระดับความสามารถของทีมฟุตบอลแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ? ประเทศไหนที่มีการพัฒนาสูงก็มีโอกาสเข้าถึงรอบลึกๆ ได้มากหากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วทำไมสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นถึงตกรอบเช่นเดียวกับทีมจากประเทศกำลังพัฒนาอย่างกานา?

ถ้ามองย้อนดูสถิติของการเป็นแชมป์บอลโลกในรูปที่แสดงไว้ เราจะเห็นว่า บราซิล เป็นแชมป์โลกมากที่สุด รองลงมา คือ อิตาลี และเยอรมนี หากการพัฒนาทางเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับความสามารถของทีมฟุตบอลจริง สหรัฐอเมริกาควรจะได้เป็นแชมป์โลก และอีกไม่นาน จีนก็จะมีสิทธิ์ได้เป็นแชมป์โลกเหมือนกัน

ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกคราวนี้อย่างไร? เมื่อพิจารณารายชื่อของประเทศที่เข้ารอบสี่ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลกในคราวนี้ จะพบว่า ทั้งสี่ประเทศมีสิ่งที่เหมือนกันประการหนึ่ง นั่นคือ ประเทศในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีลีกฟุตบอลที่มีความเข้มแข็ง

ทราบกันดีว่า ลีกฟุตบอลชั้นนำของโลกมีการแข่งขันกันสูง ถ้าทีมไหนไม่แน่จริง ก็มีสิทธิโดนเขี่ยออกจากลีก ทีมไหนสามารถยืนหยัดอยู่ได้ สิ่งที่ได้รับคือผลตอบแทนมากมายมหาศาล การคัดเลือกนักฟุตบอลเข้าร่วมทีมจึงทำกันอย่างระมัดระวัง การบริหารจัดการทีมก็ทำกันแบบมืออาชีพ ผลตอบแทนที่เสนอให้กับนักฟุตบอลฝีเท้าดีก็สมน้ำสมเนื้อ สามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เล่นคนนั้นให้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว บรรยากาศของความเป็นมืออาชีพนี้ จะส่งผลต่อวิธีการบริหารและคัดเลือกผู้เล่นเข้าร่วมทีมชาติ

แม้ว่าประเทศไทยมีลีกฟุตบอลอย่างจริงจังมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่อันดับของเราที่ฟีฟ่าเคยจัดไว้ที่ 108 ในปี 2549 กลับตกลงมาเป็นอันดับที่ 139 นั่นแสดงว่า วงการฟุตบอลบ้านเรายังมีการบ้านชิ้นใหญ่ที่ต้องทำให้เสร็จ เพราะตามหลักแล้ว การมีลีกควรทำให้เรามีตำแหน่งที่ดีขึ้น ไม่ใช่ร่วงลงมาอีก 30 อันดับในช่วงเวลาแค่ 7 ปีแบบนี้

หากมองภาพรวม ในบางมุม ชะตาของวงการลูกหนังของแต่ละประเทศ เป็นภาพสะท้อนแนวทางที่ประเทศเหล่านั้นเลือกที่จะพัฒนาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของตนเอง แนวคิดที่เป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบายของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเหล่านี้ อยู่บนพื้นฐานที่ว่า รัฐเป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้อุ้ม

เพราะพวกเรารู้ดีกว่า หากรัฐมัวแต่ปกป้อง ไม่ยอมให้ประชาชนและธุรกิจในประเทศเจอกับแรงกดดันจากการแข่งขันจริง ก็ไม่มีทางจะเข้มแข็งขึ้นได้ เมื่อประชาชนและธุรกิจไม่เข้มแข็ง เศรษฐกิจก็จะพลอยไม่เข้มแข็งไปด้วย เปรียบไปก็เหมือนกับทีมฟุตบอลที่เจอแต่คู่แข่งต่ำชั้นกว่า แถมยังมีกรรมการคอยเข้าข้าง แข่งยังไงก็ไม่แพ้ หากวันหนึ่งต้องออกไปแข่งกับทีมอื่นที่เก่งกว่า และไม่มีใครคอยเข้าข้างอีกต่อไป คงจะนึกออกว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร

สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วยคือการสร้างความเป็น “มืออาชีพ” ให้เกิดขึ้นกับภาครัฐและภาคเอกชน ลดการใช้เส้นสาย เลิกระบบพวกพ้อง ลดการแทรกแซงทางการเมือง เพื่อให้ทุกคนสามารถแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียม วิธีนี้อาจมีคนต้องเจ็บปวดบ้าง แต่นี่คือต้นทุนที่จะต้องจ่าย หากเราต้องการให้ประเทศสามารถสร้างและรักษาความสามารถด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

หากเรายังปล่อยให้ความไม่ถูกต้องทั้งหลายมาบ่อนทำลายบ้านเมืองเช่นทุกวันนี้ คงอีกนานกว่าที่เราจะเห็นประเทศไทยกลายเป็นประเทศชั้นแนวหน้าของเศรษฐกิจโลก การเลือกเดินในเส้นทางที่การเมืองนำหน้าหลักวิชาตามหลัง ทำให้การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชาติเป็นฝันยากจะเป็นจริง

ในทำนองเดียวกัน ตราบใดที่วงการฟุตบอลบ้านเรายังไม่เปลี่ยนวิธีคิด ข้อครหาเกี่ยวกับความดำมืดของวงการฟุตบอลไทยก็จะยังคงอยู่ ข่าวการเปลี่ยนโค้ชคุมทีมเป็นว่าเล่น ภาพลักษณ์ของการเล่นพวก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณของความสิ้นหวัง ถ้าไม่แก้ไขเรื่องเหล่านี้ ต่อให้เชิญแมนยูมาไทยอีกกี่ครั้ง เราก็ไม่มีวันได้นั่งเชียร์ทีมชาติไทยในฟุตบอลโลก